The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรคู่บัลลังก์ บทที่ 3 ส่วนหนึ่งของเหตุผล
posted on 02 Feb 2009 15:13 by keiseisang in TheEagleGuard
บทที่ 3
ส่วนหนึ่งของเหตุผล
ในช่วงเวลาเดียวกัน...แต่ห่างไกลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่อาณาจักรโทครูซ ดินแดนแห่งสายน้ำและบานประตูสู่ภาคตะวันออกของมหาทวีปโซเดน ประชาชนในอาณาจักรแห่งนี้ต่างกำลังเตรียมตัวสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง หลังจากที่สงครามครั้งใหญ่ผ่านพ้นไปได้สามเดือนเต็ม
สำหรับดินแดนทางภาคตะวันออกของมหาทวีปโซเดนอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ การเกิดสงครามกับอาณาจักรมาเนสนับว่าเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เนื่องจากอาณาจักรอันธพาลแห่งนั้นมักยกทัพไปโจมตีดินแดนอื่น เพื่อขยายอำนาจและขอบเขตขันธเสมาให้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ยังความเดือดร้อนให้แก่อาณาจักรต่างๆ ที่อยู่ในฝั่งตะวันออกนี้เป็นอย่างมาก
และในบรรดาดินแดนที่อาณาจักรมาเนสมักยกทัพมาโจมตีเสมอนั้น โทครูซและนาเทเชียถือเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของการกรีฑาทัพ เนื่องด้วยทั้งสองอาณาจักรเป็นเสมือนประตูสู่ดินแดนฝั่งตะวันออก ทำให้ผู้นำประเทศต้องเตรียมความพร้อมทางการทหารเอาไว้รับศึกตลอดเวลา พร้อมๆ กับการพัฒนาบ้านเมืองในด้านอื่นๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย
ทว่าหลังจากที่ ‘เฟย์มัส ลาซานโทมิว’ ได้ขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาก่อน ทิศทางการโจมตีของมาเนสกลับมุ่งตรงมาที่โทครูซแห่งเดียวเท่านั้น ทำให้กษัตริย์หนุ่มในวัยสิบหกปีต้องออกศึกที่ชายแดนอยู่บ่อยครั้ง และสงครามที่เข้ามาเกือบทุกปีนี้เองที่ทำให้โทครูซได้รับความเสียหายอย่างนัก ประชาชนส่วนมากอดอยาก เพราะไม่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข อีกทั้งภาษีส่วนใหญ่ยังถูกใช้ไปในด้านการรบมากกว่าพัฒนาบ้านเมือง
แต่วันนี้...สิบปีให้หลังจากสงครามครั้งแรกในรัชสมัย เฟย์มัสสามารถยุติศึกใหญ่ที่ยืดเยื้อมานานกว่าสามปีได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งต้องขอบคุณเทวาอสูรคู่บัลลังก์ที่ยอมทุ่มเทความสามารถ จนทำลายกองทัพหลวงที่ตรึงกำลังอยู่ในเมืองสำคัญที่สุดทางชายแดนได้สำเร็จ ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสลิ้มรสช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ห่างหายไปนานได้ และเปิดโอกาสให้เฟย์มัสได้เริ่มการพัฒนาในด้านอื่นๆ อย่างเต็มที่
กระนั้น...ปวงประชากลับมิได้ล่วงรู้เลยว่า หายนะกำลังจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง เมื่อสาส์นสำคัญจากชายแดนติดมาเนสถูกส่งมาถึงมือของ ‘ลุกซ์’...เทวาอสูรแห่งโทครูซ
ร่างสูงไว้ผมยาวสีขาวรวบรัดไว้ครึ่งศีรษะกำลังเดินตัดสนามฝึกซ้อมกลางแจ้งไปอย่างรวดเร็ว มือข้างซ้ายที่สวมใส่กำไลทำจากเงินประดับอัญมณีแซฟไฟสีน้ำเงินกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น ชายชุดสีขาวคล้ายชุดนักบวชพลิ้วสะบัดตามจังหวะก้าว ดูราวกับการกระพือปีกของสกุณาที่โบยบินอยู่กลางฟากฟ้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วไซร้...การโบยบินครั้งนี้คงเปี่ยมไปด้วยความกราดเกรี้ยวเป็นที่สุด เพราะดวงตาสีเงินคู่งามมีประกายเต้นเร้ากับเปลวเพลิงที่ลุกโชน
ไม่ช้าร่างของบุรุษผู้นั้นก็หายวับไปจากสนาม ท่ามกลางความตกใจของเหล่าอัศวินที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นอย่างยิ่ง แต่เพียงเสี้ยวนาทีหลังจากนั้น...เขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ตรงหน้าห้องแห่งหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของปราสาทประมุข ซึ่งร่างสูงผลักประตูเปิดเข้าไปพบกับคนมากมายที่นั่งประชุมอยู่ในนั้นอย่างไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย
“เฟย์มัส มีรายงานสำคัญมาจากชายแดน!”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มผมสั้นสีน้ำตาลที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะด้านในต้องเงยหน้ามองทันใด ขณะชายหนุ่มผมขาวเดินไปหาพร้อมยื่นกระดาษในมือซ้ายให้ ซึ่งบุรุษผมสีน้ำตาลรับไปคลี่อ่านเนื้อความภายในด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง
แต่แล้วดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อได้เห็นข้อความรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของอาณาจักรมาเนสให้ได้ทราบ ซึ่งนับเป็นเรื่องร้ายที่สุดสำหรับเฟย์มัส ลาซานโทมิว...กษัตริย์แห่งโทครูซ
“ทำไมถึงเร็วแบบนี้ล่ะ” คำถามแรกถูกเอ่ยขึ้นทันทีที่อ่านจบ “มันไม่คิดปล่อยให้ทางเราได้ทำอะไรบางเลยอย่างนั้นหรือ!!”
“มีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ชายคนหนึ่งในห้องตัดสินใจถาม
“มาเนสเตรียมกรีฑาทัพมาโจมตีเราอีกครั้ง คราวนี้มาด้วยกำลังที่มากกว่าคราวก่อนถึงสองเท่า” เฟย์มัสตอบพลางทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า “ทางเรากำลังเตรียมฟื้นฟูบ้านเมืองแท้ๆ แต่พวกมันกำลังจะมาทำลายให้ย่อยยับเสียแล้ว”
สิ้นคำพูดนั้นความเงียบอันแสนอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั้งป้องโดยพลัน ขณะเหล่าขุนนางหันมองหน้ากันและกันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ก่อนจะพร้อมใจกันเหลียวมองผู้นำสูงสุดแห่งโทครูซด้วยความสงสัย ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะสงครามที่กำลังจะมาเยือนนั้นสามารถสร้างหายนะให้แก่อาณาจักรแห่งสายน้ำนี้ได้เลยทีเดียว
“ท่านทั้งหลาย ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับลุกซ์ตามลำพัง เชิญพวกท่านกลับไปจัดเตรียมกองทัพให้พร้อมสรรพ ส่วนอะไรที่ยังเหลือค้างเอาไว้มาประชุมกันในเช้าวันพรุ่งนี้”
เมื่อเป็นพระราชบัญชามีหรือที่ใครจะกล้าขัด เหล่าขุนนางต่างก็ลุกขึ้นถวายบังคมลาแล้วถอยหลังออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วนัก จะเหลือก็เพียงชายผมสีขาวผู้เป็นเจ้าของนาม ‘ลุกซ์’ ที่ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ แล้วมองสีหน้าฉายความเหนื่อยล้าของผู้เป็นนานด้วยความเป็นห่วง
“สีหน้าของเจ้าดูไม่ดีเอาเสียเลยนะ หัดพักผ่อนเสียบ้างประเดี๋ยวก็ล้มป่วยไปหรอก” ลุกซ์เสนอ
“ข้าจะพักได้ยังไงกัน บ้านเมืองกำลังประสบกับความเดือดร้อนเช่นนี้” เฟย์มัสกุมขมับ “พวกมันเล็งจังหวะเวลาที่เรากำลังระดมเงินทุนไปพัฒนาด้านอื่นหรือยังไงกันนะ ประชาชนกำลังเริ่มฟื้นฟูขวัญและกำลังใจกันแล้วแท้ๆ”
“มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะเป้าหมายของมาเนสคือ เปิดประตูสู่ดินแดนฝั่งตะวันออก ดังนั้นการทำลายโทครูซจึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง” ลุกซ์วิเคราะห์พลางถอนใจ “แม้ว่าจะยังมีข้าเป็นกำลังสำคัญในฐานะของผู้พิทักษ์อาณาจักร แต่ท้องพระคลังตอนนี้ไม่มีเงินมาพอทำศึกใหญ่กับพวกมันได้ และการยกกองทัพจำนวนมากถึงเพียงนั้นมาก็หมายความว่า มาเนสตั้งใจทำลายเราในครั้งเดียว”
จบวาจาของเทวาอสูรนัยน์ตาสีเงิน เฟย์มัสก็ยิ่งกุมขมับของตนเองด้วยความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เวลานี้ทุกอย่างสำหรับเขาช่างดูมืดมนเสียจนแทบหาทางออกไม่ได้ แม้จะมีลุกซ์เป็นตัวช่วยสำคัญในการทำลายกองทัพข้าศึกให้แตกพ่าย แต่สุดท้ายแล้วมาเนสก็จะยกกองทัพมาใหม่เป็นวัฏจักรเช่นนี้อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ลุกซ์มองดูสีหน้าของผู้เป็นนายด้วยความห่วงใยนัก เพราะตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมาเฟย์มัสได้ทุ่มเทกายและใจในการทำงานมาอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของความสงบสุขหรือบ้านเมืองชุลมุนด้วยสงคราม เฟย์มัสก็ไม่เคยทิ้งหน้าที่กษัตริย์ที่ดีและตรากตรำทำงานมาตลอด ซึ่งนั่นกำลังส่งผลให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ มันจะไม่มีทางอื่นเลยหรือที่จะช่วยเหลือชายหนุ่มคนนี้ให้พ้นจากความเหนื่อยล้าได้
ทันใดนั้นความคิดก็ระลึกไปถึงบางอย่างที่ได้ทราบมาพร้อมกัน นั่นทำให้ลุกซ์เสนอความคิดแปลกประหลาดกับเฟย์มัสไปในทันที
“เฟย์มัส ทำไมเจ้าไม่ลองผูกมิตรกับนาเทเชียดูล่ะ” ชื่อนั้นทำให้เฟย์มัสหันมองในบัดดล
“นาเทเชีย...อาณาจักรของพระองค์หญิงนารินย่านั่นน่ะเหรอ” เฟย์มัสย้อนถาม “ถ้าจำไม่ผิดเธอน่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาแล้ว”
“หามิได้ น้องสาวของเธอได้รับคัดเลือกจากฟรานให้ขึ้นครองราชย์แทน” ลุกซ์บอกเป็นเหตุให้เสียงร้องของเฟย์มัสดังขึ้นทันใด
“อะไรนะ! ท่านหมายถึงพระองค์หญิงนารินเซียที่อ่อนแอคนนั้นน่ะเหรอ” เทวาอสูรนัยน์ตาสีเงินพยักหน้า “บ้าน่า...ทำไมฟรานถึงเลือกคนอ่อนแอมาเป็นราชินีล่ะ”
คำถามตามมาอย่างแผ่วเบาราวกับต้องการพูดกับตัวเอง ขณะร่างกำยำผิวสีแทนค่อยๆ เอนลงบนพนักเก้าอี้ราวกับเหนื่อยอ่อน เปลือกตาพริ้มหลับลงปิดซ่อนทุกอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นเอาไว้ในเบื้องลึก ขณะความคิดหวนคำนึงไปถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยพบเจอมาในอดีต โดยเฉพาะบางอย่างเหตุการณ์รบติดพันไปจนถึงชายแดนของอาณาจักรนาเทเชียเมื่อสามปีก่อน
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้พบกับนารินย่า...แม่ทัพใหญ่ผู้ยืนโรงปกป้องนาเทเชียอย่างสุดกำลัง เขายังคงจดจำหญิงสาวในชุดเกราะสีทองผู้นั้นได้เป็นอย่างดี ใบหน้าของเธอช่างงดงามราวกับนางสวรรค์ แต่นัยน์ตาสีโลหิตคู่นั้นกลับเด็ดเดี่ยวราวกับพญาเหยี่ยวผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ในตอนนั้นเขาได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหญิงใหญ่พระองค์นั้น และเธอสามารถทำให้เขารู้สึกขยาดขยั้นในอำนาจแห่งนาเทเชียได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ดังนั้นมันจึงเป็นที่น่าเสียดายที่อิสตรีผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นไม่ได้เป็นราชินี ทั้งๆ ที่เธอมีความสามารถมากมายจนแม้แต่ชายชาตรีเช่นเฟย์มัสยังนึกละอายอยู่ในใจ ถ้าหากเธอได้ขึ้นเป็นราชินีแห่งนาเทเชีย...เขาก็คงจะเดินทางไปพบกับเธออีกครั้ง เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกันอย่างเป็นทางการตามคำแนะนำของลุกซ์
“แต่ตอนนี้พระองค์หญิงอ่อนแอผู้นั้นได้เป็นราชินีแล้ว มันจะควรค่าแล้วหรือที่เราจะเป็นมิตรด้วย” เฟย์มัสตั้งคำถามที่ลุกซ์รอคอยอยู่นาน
“จริงอยู่ที่ฟรานอาจจะเลือกพระองค์หญิงนารินเซีย แต่พระองค์หญิงนารินย่ายังคงอยู่มิใช่หรือ” ลุกซ์ย้อนถาม “ถึงแม้ว่าข้าจะยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดฟรานจึงเลือกพระองค์หญิงนารินเซียในตอนนี้ ทว่าเขาก็ไม่ได้ละทิ้งพระองค์หญิงนารินย่าและมีท่าทางจะถูกใจมากเสียด้วย ดังนั้นเรายังสามารถผูกมิตรกับนาเทเชียผ่านพระองค์หญิงนารินย่าได้”
“หมายความว่าพระองค์หญิงนารินย่ายังคงยืนโรงปกป้องนาเทเชียเหมือนเดิมสินะ” เฟย์มัสสรุปแล้วชี้ประเด็นแย้งกลับไป “แต่ถ้าหากเราผูกมิตรกับนาเทเชียผ่านพระองค์หญิงแม่ทัพนั่น มิเท่ากับว่าเราทำให้เธอตกอยู่ในสถานะลำบากหรอกหรือ เพราะพวกขุนนางอาจมองว่าเธอต้องการโค่นล้มบัลลังก์น้องสาวจึงรวมมือกับเราก็ได้”
“เจ้ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วกระมัง เฟย์มัส” ลุกซ์เอื้อมมือไปขยี้ผมชายตรงหน้า “พระองค์หญิงนารินเซียตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากหุ่นชักใย เพราะไร้ความสามารถทางด้านการปกครอง ไม่แน่ว่าการที่ฟรานเลือกพระองค์หญิงผู้น้องก็ด้วยเหตุผลนี้ ทว่าพระองค์หญิงนารินย่าที่รักน้องสาวมากจะทำทุกอย่าง เพื่อปกป้องราชินีใหม่และราชบัลลังก์ให้ปลอดภัย นั่นหมายความฟรานจะถูกถ่วงดุลอำนาจเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ...
...ไม่เพียงแค่นั้น ‘ฟรานแห่งนาเทเชีย’ เองก็จัดได้ว่าเป็นเทวาอสูรที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในมหาทวีป และยังเป็นคนหนึ่งที่หวงแหนทุกสรรพสิ่งอันเป็นของเขา ถ้าหากใครบังอาจไปแตะต้องให้บอบช้ำหรือเสียหายก็จักต้องพบกับความตายอันแสนทรมานทุกครั้ง การที่ฟรานหายไปเมื่อสี่ร้อยปีก่อนก็เพราะเหตุผลนี้เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน...”
ลุกซ์เว้นช่วงคำพูดของตัวเองเล็กน้อยเพื่อมองตามร่างผู้เป็นนายที่ย้ายตัวเองเข้าไปในด้านใน ซึ่งชายหนุ่มค่อยๆ ถอดเสื้อออกทีละตัวด้วยท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิด จนในที่สุดก็เหลือเพียงแผ่นหลังเปลือยเปล่ากำยำด้วยมัดกล้ามสวยงาม แต่สิ่งที่ทำให้ลุกซ์เหยียดยิ้มได้นั้นกลับเป็นรอยสักสีดำรูปหัวเสือคาบดาบสองเล่มบนแผ่นหลังนั้น
“...ซึ่งไม่ว่าฟรานจะเลือกประทับตราพิทักษ์เอาไว้กับฝาแฝดแห่งนาเทเชียคนใด ผลประโยชน์ทางด้านพันธมิตรก็ยังตกอยู่แก่เราเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เวลานี้การผนึกกำลังกับดินแดนอื่น...โดยเฉพาะนาเทเชียถือเป็นสิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง”
เฟย์มัสหันกลับมามองลุกซ์ที่กำลังยิ้มด้วยสายตาคล้ายคัดค้านเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปใคร่ครวญคำพูดนั้นอีกครั้ง แม้ใจของชายหนุ่มยังต้องการเห็นหน้าของเจ้าหญิงนัยน์ตาสีแดงคนนั้น แต่บางอย่างในส่วนลึกกลับร้องเตือนถึงอันตรายจนทำให้เขาต้องไตร่ตรองดุในดีอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องหันกลับมาสบดวงตาสีเงินของลุกซ์ราวกับต้องการคำปรึกษา
“แล้วข้า...จะให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากประชุมวันพรุ่งนี้”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้คำแนะนำโดยง่าย เฟย์มัสก็เลือกตอบกลับไปเช่นนี้ ซึ่งลุกซ์ก็พยักหน้ายอมรับอย่างไม่อิดออดด้วยรู้ถึงนิสัยของกษัตริย์หนุ่มดี
“ตัวท่านเองก็กลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ ต้องคอยติดตามข่าวให้ข้ามาตลอดไม่ใช่หรือ”
“อา...ถ้าอย่างนั้นค่อยมาเจอกันวันพรุ่งนี้นะ”
แล้วเทวาอสูรแห่งโทครูซก็ลุกขึ้นถวายบังคมลาเจ้านายที่หายเข้าไปในห้องชั้นในเป็นครั้งสุดท้าย เขาร่างของเขาจะเลือนหายไปพร้อมกับสายลมที่พัดไหว
++++++++
ผืนป่ากว้างใหญ่ในดินแดนอควาดาสอันศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นดินแดนต้องห้ามมิให้มนุษย์คนใดย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด เนื่องจากดินแห่งนี้เป็นสถานที่พำนักของสัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่แห่งโทครูซ อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของสัตว์แปลกประหลาดที่แสนดุร้ายนานาพันธุ์ มนุษย์คนใดที่อาจหาญย่างก้าวไปในดินแดนแห่งนี้มักจะต้องพบจุดจบอันเลวร้ายเสมอ
ท่ามกลางไพรวันสีเขียวขจีดังอัญมณีมรกตแสนงามแต่หฤโหดนี้ ร่างพยัคฆ์สีขาวลายพาดกลอนสีเทาขนาดมหึมากำลังเคลื่อนสู่ภูเขาหินใจกลางป่าด้วยความเร็วสูง ปวงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพงไพรต่างก็รีบหลีกทางให้ก่อนจะได้รับอันตราย แม้จะทราบดีว่าเสือตัวนี้จะไม่มีวันทำร้ายสัตว์ที่อยู่ภายในป่า แต่รัศมีพลังที่แผ่ซ่านออกมานั้นก็มากพอสังหารพวกมันได้แล้ว
ในที่สุดร่างปราดเปรียวก็มาหยุดลงตรงแนวไพรสัณฑ์ เบื้องหน้าน้ำตกอันงามตระการที่ทิ้งทอดตัวลงมาจากยอดผาสูงเสียดฟ้าเบื้องบน ซึ่งเจ้าเสือร้ายเงยหน้ามองทิวทัศน์แสนสวยเบื้องหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระโจนหายเข้าไปในม่านน้ำตกแห่งนั้น
ทว่าร่างที่ปรากฏขึ้นในถ้ำอีกฝั่งด้านของม่านวารีนั้น กลับเป็นชายหนุ่มในชุดคล้ายนักบวชสีขาวก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจละอองน้ำที่เกาะตามเสื้อผ้าเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงค่อยๆ เดินไปจนกระทั่งถึงโถงถ้ำที่อยู่ด้านในซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม มีข้าวของเครื่องใช้และเครื่องเรือนต่างๆ ราวกับบ้านหลังหนึ่งเลยทีเดียว และด้านในสุดนั้นก็เป็นที่ตั้งของบัลลังก์น้ำหลังใหญ่
“ข้าควรจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก”
น้ำเสียงทุ้มห้าวหาญที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นนี้ทำให้ร่างสูงในชุดคล้ายนักบวชชะงักงันทันที ก่อนเขาจะหมุนร่างกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษในเงามืดผู้หนึ่ง ซึ่งเพียงได้เห็นดวงตาสีทองส่องสว่างในรัตติกาลนั้น ร่างก็หนาวสะท้านด้วยความหวั่นเกรงโดยพลัน
“...ทะ...ท่าน...ฟราน...” นามของอีกฝ่ายหลุดออกจากปากอย่างลำบาก
“อา...ไม่ได้เจอกันซะนานนะ ลุกซ์”
ฟรานก้าวออกจากเงามืดไปนั่งบนบัลลังก์น้ำแข็งอย่างงามสง่า จากนั้นก็ดีดนิ้วเบาๆ ทำให้เทียนและโคมไฟทุกดวงในโถงถ้ำแห่งนี้สว่างขึ้น ซึ่งมันฉายใบหน้าอันตื่นตะลึงของลุกซ์ให้บุรุษอันดับหนึ่งแห่งนาเทเชียได้เห็นอย่างชัดเจน
“เป็นอะไรไป ทำหน้าเหมือนกับเห็นผีเชียวนะ” ฟรานถามเสียงเย็น
“เปล่า แค่ไม่คิดว่าท่านจะมาเยี่ยมเยียนข้าที่นี่” ลุกซ์ตอบเสียงสั่นเล็กน้อย
“นั่นสินะ คงเพราะข้าไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยกระมัง” ฟรานหลับตาลงแล้วสูดอากาศเข้าไปลึกๆ “แต่ว่า...ที่นี่มีกลิ่นอายของเด็กคนนั้นอยู่...เอเลน่า...”
ขาดวาจาสุดท้ายที่เอื้อนเอ่ยนามของสตรีผู้หนึ่งอย่างแสนเศร้านั้น ฟรานก็เขม่นสายตามองลุกซ์ด้วยแววตานิ่งสนิท แต่ด้วยสายสัมพันธ์อันยาวนานนับพันปีที่มีต่อกัน ลุกซ์จึงรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากอันสงบนิ่งนั้น มีเปลวเพลิงแห่งความกราดเกรี้ยวลุกโชนอยู่อย่างรุนแรง เพราะสัตว์อสูรผู้เป็นเจ้าของนามที่แสนไพเราะนั้นก็คือ บุตรสาวที่หายสาบสูญไปของฟราน
นับย้อนกลับไปเมื่อสี่ร้อยปีที่แล้ว...ในตอนที่ฟรานสูญสิ้นอำนาจจากการต่อสู้จนไม่สามารถคงสภาพร่างกายเอาไว้ได้นั้น ลุกซ์ก็รีบเดินทางไปยังหุบเขาเคเซรัส เพื่อส่งอินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียเข้าสู่ม่านมายาแห่งความตายและรับเอเลน่าที่รักใคร่เอ็นดูเหมือนน้องสาวมาดูแลแทน แต่ตอนที่เขาเดินทางไปถึงนั้นกลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า แม้จะพยายามตามหาบุตรสาวของฟรานไปทั่วทั้งมหาทวีป ใช้กระแสจิตตรวจหาพลังของเธออย่างบ้าคลั่ง ทว่าทุกอย่างกลับจบลงด้วยความล้มเหลว
“นี่เป็นกลิ่นอายที่ติดค้างอยู่ในตอนที่เธอมาหาข้าเป็นครั้งสุดท้าย”
ลุกซ์ทำใจแข็งตอบกลับไปแล้วตวัดมือเรียกโซฟาตัวหนึ่งให้ลอยมาหา จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งราวกับพร้อมแล้วสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งฟรานยังมองดูท่าทีของสัตว์อสูรตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่งสนิทเช่นเดิม
“ในตอนที่ท่านหายไปในม่านมายาแห่งความ ข้าก็ตั้งใจจะไปส่งท่านและรับเธอมาอยู่ด้วยกัน แต่ตอนที่ไปถึงท่านก็จากไป...และเธอก็หายไปแล้ว”
“แล้วรู้มั้ยว่าเธอหายไป” ฟรานตามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้ามีความสามารถในการจับดวงจิตของสัตว์อสูรได้ทั้งทวีปไม่ใช่หรือ การตามหาเอเลน่าที่ยังไม่เชี่ยวชาญการปิดดวงจิตก็ไม่น่าเป็นเรื่องยากอันใดนี่”
“ข้าพยายามแล้ว แต่ก็จบแค่ความว่างเปล่าราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้มาก่อนเลย” ลุกซ์ตอบ สีหน้าเศร้าสร้อย “ไม่เจอแม้แต่เศษเสี้ยวพลังที่บ่งบอกว่าเธออยู่ที่ไหน มีเพียงกลิ่นอายให้คิดถึงในยามที่กลับมาที่นี่เท่านั้น”
ฟรานได้สดับเช่นนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังผิดหวังในสิ่งที่ได้รับ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะตลอดเวลาสิบเก้าปีที่ผ่านมาเขาเองก็พยายามตามหาบุตรสาวมาตลอดเช่นกัน แน่นอนสิ่งที่ได้พบย่อมมีเพียงความว่างเปล่าเฉกเช่นที่ลุกซ์ได้ประสบ แต่นั้นกลับไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฟรานเดินทางมาที่นี่และคำตอบที่ได้รับจากลุกซ์เมื่อสักครู่นี้ก็พอทำให้เขาจับทางอะไรบางอย่างได้
“เอาเถอะ ถ้าลองเจ้ายังจับกระแสอำนาจของเธอไม่ได้ ย่อมแสดงว่าเธอถูกขังเอาไว้ในเขตแดนที่ได้รับการปกป้องกันอย่างแน่นหนา” บุรุษนัยน์ตาสีทองสรุปทำให้ลุกซ์เงยหน้าขึ้นมองทันใด
“หรือว่าจะเป็นที่นั่น...!!” เขาร้องเสียงดังลั่น
“เรายังแน่ใจไม่ได้จนว่าจะมีเบาะแสมากกว่านี้ ซึ่งข้าคิดว่าอีกไม่นานจะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน”
รอยยิ้มผุดบนเรียวปากของฟรานอย่างน่าประหลาด ซึ่งความกดดันที่มาพร้อมกับความมั่นใจในรอยยิ้มนั้นทำให้ลุกซ์ถึงกับหนาวสันหลังวาบ บรรยากาศรอบข้างเริ่มเยียบเย็นมากขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะของฟรานดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ปานประหนึ่งกำลังสนุกในสิ่งที่รับรู้อยู่แล้วเสียเต็มประดา
“แล้ว...ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุผลนี้หรือ” ลุกซ์พยายามเปลี่ยนเรื่อง
“เปล่า! ข้ามาด้วยเรื่องเจ้านายของเจ้ามากกว่า” ฟรานมีท่าทางอารมณ์ดีมากขึ้นอีก “ข้าอยากรู้ว่าเขามีท่าทางอย่างไรต่อนาเทเชีย”
“มีท่าทางสนใจอยู่เหมือนกัน วันนี้ข้าก็เพิ่งเสนอให้ข้าผูกมิตรกับนาเทเชีย” ลุกซ์ตอบหลังนิ่งใคร่ครวญสักครู่ “แต่คนที่เขาสนใจจริงๆ ดูเหมือนจะเป็นพระองค์หญิงนารินย่าที่เคยพบกันเมื่อสามปีก่อน”
“หืม...ตอนที่พวกเจ้าทำศึกติดพันไปถึงชายแดนนาเทเชียสินะ” ฟรานกล่าวในเชิงถาม
“ใช่แล้ว หลังจากนั้นมาถึงแม้ท่าทางจะไม่ค่อยแสดงออกมากนัก แต่เวลามีศึกติดพันไปถึงชายแดนนาเทเชีย เฟย์มัสก็จะคอยฟังข่าวเสมอว่า แม่ทัพที่ยกทัพออกมาคุมเชิงทางฝั่งนาเทเชียเป็นใคร”
จบคำพูดนั้นลุกซ์ก็เงยหน้ามองฟรานดังต้องการมองหาสัญญาณอันตราย แต่สิ่งที่ได้พบนั้นกลับเป็นท่าทางสงบนิ่งนุ่มลึกแตกต่างจากตอนแรกมากนัก รอยยิ้มบนเรียวปากได้รูปนั้นดูราวกับกำลังฉายแผนการร้ายนับร้อยพันในหัวสมองฟรานออกมา ทำให้ลุกซ์รู้สึกอยากหนีหายไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ฟรานจะฉุดลากให้ร่วมกับแผนการอันน่าสะพรึงไปด้วย
กระนั้น...ลุกซ์ก็ยังเลือกเสี่ยงที่จะนั่งเผชิญหน้ากับอินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียต่อไป อย่างน้อยๆ ก็ตราบจนกว่าจะสามารถไขข้อข้องใจอะไรบางอย่างได้
“เอ่อ...ฟราน...ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านหน่อย ท่านจะกรุณาตอบข้าได้มั้ย”
“...ก็ถามมาสิ ข้าไม่เคยห้ามไม่ให้เจ้าถามนี่นา” ฟรานตอบด้วยท่าทางสบายๆ
ดวงตาสีทองคำปรากฏแววขบขันมากกว่าตื่นเต้นในยามที่จ้องมองลุกซ์อย่างรอคอย พยัคฆ์หนุ่มจึงหลับตาสูดลมหายใจเสมือนต้องการรวบรวมความกล้า
“ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านถึงกลับมาในโลกนี้อีกครั้ง” คำถามอันเป็นดังระเบิดอารมณ์ถูกเอ่ยออกไป “ข้าเชื่อว่าท่านไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อตามหาเอเลน่าเพียงอย่างเดียวแน่ๆ เพราะคำทำนายของท่านไม่ได้กล่าวถึงเด็กคนนั้นเลยแม้แต่น้อย...”
“ว่าต่อสิ” ฟรานเร่งเมื่ออีกฝ่ายเงียบ
“...ซึ่งข้าคงจะไม่แปลกใจ ถ้าหากว่าท่านกลับมาเพราะฝาแฝดแห่งนาเทเชียทั้งสองนางเป็นทายาทตามสายเลือดของท่านซันนัส แต่นาเทเชียได้เดินการขาดตอนทางสายเลือดขึ้นในระหว่างที่ท่านหายไปในม่านมายาแห่งความตาย พระองค์หญิงทั้งสองทรงเป็นสายโลหิตพระโอรสบุญธรรมของราชินีมิเรน...”
แล้วลุกซ์ก็เงยหน้าสบสายตาคาดคั้นกับฟรานอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับว่าความหวั่นเกรงที่เคยเกินขึ้นก่อนหน้านี้ได้เลื่อนหายไปจนสิ้นเสียแล้ว ซึ่งฟรานเองก็สบมองนัยน์ตาสีเงินของชายตรงหน้าด้วยความพอใจ หลังจากที่มิได้เห็นแววตาเช่นนี้มานานหลายร้อยปี
ในความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์อสูรนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์อย่างง่ายๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ความจงรักภักดีที่ผู้พิทักษ์มีต่อผู้เป็นเจ้านาย แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่สัตว์อสูรจะเลือกมนุษย์คนใดมาเป็นเจ้านายของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมากนัก เนื่องจากชีวิตของเทวาอสูรจะผูกพันกับสายเลือดของมนุษย์คนนั้นไปตราบชั่วชีวิต
ด้วยเหตุผลนั้น...สัตว์วิเศษจึงมักเลือกมนุษย์ที่มีชะตากรรมเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับมหาทวีป เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการต่อสู้และปกป้องสายเลือดของกษัตริย์ผู้นั้นให้พ้นจากอันตราย ทั้งยังคุ้มครองอาณาจักรที่อยู่ภายใต้อำนาจของตนให้คงอยู่ได้ตราบนานเท่านานอีกด้วย
ทว่าการที่สัตว์อสูรจะสามารถกระทำการได้ถึงเพียงนั้น พวกเขาจะต้องผูกชีวิตของตนเข้ากับจิตวิญญาณและสายโลหิตของคนที่ปวารณาตนเป็นข้ารับใช้คนแรก ซึ่งมีผลให้จิตวิญญาณของพวกเขาผูกพันอยู่กับอาณาจักรและสายเลือดของคนผู้นั้น ถ้าสัตว์อสูรถูกสัตว์อสูรจากอาณาจักรอื่นสังหาร ดินแดนที่ตนดูแลก็ถึงกาลล่มสลายไปในทันที และในทางเดียวกัน...หากสายเลือดของคนที่ตนปวารณาด้วยเกิดการขาดตอนไป สัตว์อสูรก็จะถึงแก่ความตายเหลือเอาไว้เพียงอาณาจักรที่ไร้ผู้พิทักษ์
แต่บัดนี้...ฟรานที่ควรจะตายจากไปอย่างสมบูรณ์ตามเงื่อนไขเหล่านั้น กลับมานั่งอยู่ต่อหน้าของลุกซ์อย่างน่าพิศวง
“เจ้าคงกำลังจะสงสัยว่า ทำไมจิตวิญญาณที่ควรแตกสลายไปของข้าจึงกลับมาที่นี่ ทั้งๆ ที่เกิดการขาดตอนทางสายเลือดอย่างนั้นรึ” ฟรานสรุปคำถามตามที่เข้าใจและลุกซ์พยักหน้า “จริงอยู่ที่มีการขาดตอนทางสายเลือด แต่จิตวิญญาณของซันนัสไม่ได้ขาดตอนไปด้วยนี่ และถือเป็นเรื่องปกติด้วยที่จิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งจะมากำเนิดใหม่เป็นคนอีกผู้หนึ่ง”
“อะไรนะ!” ลุกซ์ร้องเสียงหลง “หมายความว่าพระองค์หญิงนารินเซียมีจิตวิญญาณเดียวกับท่านซันนัสอย่างนั้นหรือ!”
แต่ฟรานกลับส่ายหัวปฏิเสธให้แก่คำถามนั้น ทำให้ลุกซ์ต้องขมวดคิ้วยุ่งด้วยความไม่เข้าใจทันใด ก่อนคำถามใหม่จะหลุดออกจากริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
“ถ้าอย่างนั้น...ก็...ทั้งสองคน...”
“ฝาแฝดแห่งนาเทเชียมีชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่ในฐานะราชินีด้วยกันทั้งคู่ อาจเรียกว่า ‘เป็นราชินีบัลลังก์'’ เดียวกันก็เป็นได้”
วินาทีนั้นเองที่เทวาอสูรแห่งโทครูซได้รู้จักกับอาการช็อกจนแทบหมดสติ เพราะคำพูดของฟรานสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่าฝาแฝดแห่งนาเทเชียกำเนิดขึ้นจากจิตวิญญาณดวงเดียว มิหนำซ้ำยังเรียกเอาสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ที่ควรสลายหายไปในม่านแห่งความตายกลับมารับใช้อีกด้วย
นี่ถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างยิ่งสำหรับเทวาอสูรผู้พิทักษ์อาณาจักร ในยามใดที่จิตวิญญาณของผู้เป็นนายคนแรกกลับมาเกิดใหม่แล้วแยกออกเป็นสองส่วน หรือมีผู้สืบทอดบัลลังก์มีชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน สัตว์วิเศษก็อาจจะเกิดความสับสนว่า สมควรเลือกทายาทคนใดขึ้นครองราชย์ และอาจจะเกิดการแก่งแย่งอำนาจกันเองของผู้สืบทอด ซึ่งเป็นเรื่องที่เทวาอสูรไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้โดยเด็ดขาด
เมื่อเป็นเช่นนั้น...สัตว์อสูรผู้พิทักษ์อาณาจักรจะต้องมอบหน้าที่ในการคัดเลือกผู้นำประเทศให้แก่นักบวชหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ แล้วเก็บตัวอยู่ในที่พักตราบจนกว่าจะสิ้นรัชสมัยกษัตริย์พระองค์นั้น หรือปลิดชีพตัวเอง เพื่อยุติเรื่องเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแบ่งแยกของจิตวิญญาณ ทว่าอินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียกลับคัดเลือกราชินีที่มีจิตวิญญาณเดียวกันและชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน โดยไม่สนใจข้อห้ามที่ถูกบัญญัติมาตั้งแต่อดีตกาลเลยแม้แต่น้อย
ลุกซ์ได้แต่มองหน้าของฟรานด้วยความไม่อยากเชื่อและไม่เข้าใจ เพราะถึงแม้ว่าอินทรีวิเศษจะเคยตายจากไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเขากลับฟรานกลับมาจุติใหม่...เขาผู้สามารถเห็นได้ทั้งอดีตและอนาคตย่อมต้องทราบดีถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวทั้งสองคนนั้น หรือว่าอนาคตที่เขาได้เห็นมีสิ่งใดเกี่ยวพันกับคำทำนายของเขาหรือไม่
“แล้วพระองค์หญิงองค์ไหน...ที่ท่านมีความเกี่ยวพันด้วย” ลุกซ์ตัดสินใจถามไปอีกครั้ง
“คนใดคนหนึ่งในนั่นแหละ ลุกซ์” ฟรานตอบพลางสบสายตาอีกฝ่ายนิ่ง “...และใครคนนั้นก็เป็นคนที่ข้ารักมากเสียด้วย”
เป็นอีกครั้งที่ลุกซ์ต้องอ้าปากค้างจากความตกตะลึงในคำพูดของฟราน เนื่องจากความรักถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องต้องห้ามที่ควรเกิดขึ้นระหว่างสัตว์อสูรและเจ้านาย ความปรารถนาที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้เทวาอสูรไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งทารกที่เกิดจากมนุษย์และสัตว์อสูรจะมีอำนาจมากเกินความที่จะควบคุมได้
ดังนั้นสัตว์อสูรส่วนใหญ่จะปิดกั้นจิตใจของตัวเองจากความรักกับคนธรรมดา ทำตัวเป็นคนเยือกเย็นดังสายน้ำที่จับแข็งบนยอดผาอันสูงชัน ซึ่งจะไม่มีวันหลอมละลายกลายเป็นหยดร่วงลงสู่พื้นอันแห้งผากเบื้องล่าง และในยามที่รู้ว่าตัวเองไม่อาจสะกดกลั้นจิตใจของตนไหว สัตว์อสูรก็จะรีบเลี่ยงไม่เข้าไปผูกพันด้วยมากนัก เพื่อป้องกันมิให้จิตใจของตัวเองหรือคนที่รักต้องเจ็บช้ำ และลุกซ์ก็เข้าใจความรู้สึกทรมานนั้นเป็นเช่นไร เพราะเขาเองก็เคยหลงรักหนึ่งในราชินีแห่งโทครูซมาก่อน
“หมายความว่า...ท่านจะไหลไปตามชะตากรรมอย่างนั้นหรือ” ลุกซ์เอ่ยคำถามอย่างช้าๆ “ท่านผู้สามารถฝืนโชคชะตาที่ฟ้าขีดเขียนได้...กำลังไหลตามการลิขิตของสิ่งที่ท่านไม่เคยเห็นน่ะหรือ”
“ข้าไม่เคยฝืนชะตาที่ฟ้าลิขิตเลยสักครั้ง ลุกซ์” ฟรานบอก น้ำเสียงสงบยิ่งนัก “ตรงกันข้าม...ข้ากลับเลือกเดิน ไม่สิ...กระโจนเข้าไปในการลิขิตนั้นอย่างเต็มใจเลยเสียมากกว่า ซึ่งการเดินทางของข้าเริ่มต้นขึ้นนับจากวันที่ได้ปวารณาตนเป็นสหายกับซันนัส ดุจเดียวกับที่เจ้าเอาชะตาบ้านเมืองของตัวเองมาเกี่ยวพันกับนาเทเชียนับแต่วินาทีที่เสนอให้ผูกมิตรกับนารินย่า”
“หมายความว่าท่านรู้อยู่แล้วอย่างนั้นหรือ!!”
พยัคฆ์หนุ่มลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจอย่างหาที่สุดมิได้ ขณะฟรานหยักหน้ายืนยันคำพูดของตนเองอย่างเงียบงัน ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปเหมือนกำลังเข้าสู่ห้วงภวังค์ ซึ่งนั้นทำให้ลุกซ์ต้องสงบสติอารมณ์แล้วทรุดนั่งลงกับโซฟาอีกครั้ง
“ได้โปรดบอกข้าอีกครั้ง...ว่าท่านเห็นอะไรกันแน่ ในนิมิตของท่านผู้เป็นใหญ่แห่งนาเทเชียได้เห็นสิ่งใดกันแน่!”
“ราชินีสององค์บนบัลลังก์แปดเหนือแผ่นดินเดียวกัน องค์หนึ่งดวงตาสีแดงฉานสำแดงอำนาจแข็งกล้ากว้างไกลขจรขจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน อีกองค์หนึ่งดวงสีเขียวสดใสอ่อนโยนนุ่มละมุนเป็นที่รักแก่ปวงชน แต่สุดท้ายสองบัลลังก์ก็แยกออกจากกัน คนหนึ่งจะได้เป็นใหญ่ยิ่งกว่า ส่วนอีกคนจะคอยช่วยหนุนอยู่เบื้องหลัง ทว่า...ไม่มีใครข่มอำนาจของใครเลยแม้แต่น้อย”
ฟรานยกสองมือของตนขึ้นมาราวกับจะมองหาเหตุผลของภาพที่ได้เห็น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตั้งชันมือข้างขวาขึ้นเป็นสัญญาณของบางอย่าง ดวงตาสีทองคำอันคมกริบจับจ้องลุกอย่างมีความหมาย ทำให้พยัคฆ์หนุ่มที่เผลอตัวสบไปต้องชะงักงันไปอีกครั้ง
“กลับมาเข้าเรื่องของเรากันจะดีกว่า...” ฟรานเอ่ยประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงเย็น “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่า มาที่นี่ด้วยเรื่องเจ้านายของเจ้า เขามีความเกี่ยวพันกับหนึ่งในฝาแฝดแห่งนาเทเชียของข้า...”
“ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงจะเป็นพระองค์หญิงนารินย่า...อึก” ลุกซ์ถึงกับสะอึกเมื่อได้เห็นแววกราดเกรี้ยวในดวงตาของฟราน
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น” อินทรีวิเศษย้อนถามอย่างเหี้ยมเกรียม
“เพราะเฟย์มัส...มีท่าทางสนใจพระองค์หญิงนัยน์ตาสีแดงคนนั้น”
ลุกซ์พยายามตอบอย่างลำบาก เพราะเสมือนมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นเคลื่อนมาบีบรัดลำคอของเขาไว้ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ไม่อาจต้านทานอำนาจอันแข็งแกร่งและอำมหิตของฟรานได้เลย แต่นับเป็นโชคดีที่เทวาอสูรแห่งนาเทเชียยอมปล่อยพยัคฆ์หนุ่มไปโดยไม่ทำอันตรายมากนัก
“เอาเถิด มันเป็นเรื่องของชะตากรรมซึ่งข้าได้เห็นอะไรมากกว่าเจ้า เจ้านายของเจ้าจะรู้เองว่าใครควรแตะต้องและใครไม่ควรแตะต้อง” ฟรานสรุปเอาเองเสียดื้อๆ “แต่ว่ามีอย่างหนึ่งที่ข้าต้องการจากเจ้า ในฐานะที่อาณาจักรของเจ้าจะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับดินแดนของข้าในอนาคต...ลุกซ์ เจ้ายังจดจำคำสาบานที่เคยมอบให้แก่ข้าได้มั้ย”
“แน่นอน ข้าจำได้เป็นอย่างดี” ลุกซ์ตอบแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่สายตากลับจ้องมองฟรานอย่างทระนง “และข้าก็ไม่มีวันลืมคำสาบานที่เฝ้าตอกย้ำตัวเองในฐานะของสัตว์อสูรอยู่ทุกลมหายใจ”
“ดี...เมื่อใดที่นายของเจ้ากระโจนเข้ามาในแม่น้ำแห่งชะตากรรมอย่างเต็มตัว คำสาบานนั้นจะมีสัมฤทธิ์ผูกพันกับข้าในทันทีนั้น”
ฟรานกล่าวพลางลุกขึ้นเดินลงมาอย่างงามสง่า แล้วมาหยุดลงตรงหน้าของลุกซ์ที่ลุกขึ้นสบสายตาของเขาอย่างไม่คลาดคลา มือข้างขวาถูกยกแสดงรอยปานสีดำรูปเสือคาบมีดสั้นสองเล่มให้เสือหนุ่มได้เห็น ถึงแม้จะเป็นเพียงชั่ววินาทีก่อนที่มันจะจางหายไปเหลือเพียงหนังมือว่างเปล่า แต่เทวาอสูรแห่งโทครูซก็น้อมกายมอบความเคารพให้แก่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“เมื่อถึงตอนนั้นเจ้านายของเจ้าจะทราบเองว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งเขาจะไม่อาจบิดพลิ้วต่อคำพูดที่เอ่ยออกมาได้อย่างเด็ดขาด ต่อให้ต้องพบกับอุปสรรคมากมายสักเพียงใด...เขาก็ต้องก้าวเดินในเส้นทางของตัวเองต่อไปจนถึงที่สุด!”
ปีกคู่ใหญ่ก็เหยียดสยายออกมาจากแผ่นหลังของฟราน มันตวัดห่อหุ้มร่างของบุรุษอันดับหนึ่งแห่งนาเทเชียไว้ ก่อนร่างของอินทรีหนุ่มจะอันตรธานหายไปพร้อมกับสายลมที่พัดหมุน ลุกซ์มองดูความว่างเปล่าตรงหน้าอย่างไม่สบายใจ แล้วจึงค่อยทรุดลงนั่งกับโซฟาอีกครั้ง...พร้อมเอ่ยคำถามที่จะไม่มีวันได้รับคำตอบออกมา
“มันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุการณ์จะเลวร้ายเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับท่านในอดีตหรือไม่...ฟราน”
+++++
TBC
#1 By ajjitoon on 2009-06-11 22:36