The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรคู่บัลลังก์ บทที่ 1 นกอินทรีสีขาว
posted on 26 Jan 2009 13:27 by keiseisang in TheEagleGuard
The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรคู่บัลลังก์
บทที่ 1 นกอินทรีสีขาว
หลังจากพระราชพิธีศพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ดาริงโทสเสร็จสิ้นลง นครหลวงนาเทเชียก็ต้องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากสีขาวสลับดำเป็นสีแดงตัดขาวของว่าที่ราชินีองค์ใหม่ ซึ่งกำลังจะเข้ารับพระราชพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า เหล่าข้าราชบริพารต่างก็เร่งตรวจงานในส่วนสุดท้ายกันอย่างเร่งรีบ ทุกสิ่งทุกอย่างในพระราชพิธีจะต้องสมบูรณ์พร้อมสำหรับว่าที่ราชินีนารินย่า
ภายในพระราชวังอันงดงามสร้างจากหินแกรนนิคสีขาวของนครหลวงนั้น ขุนนางทุกระดับชั้นกำลังรอการเสด็จของว่าที่ราชินีใหม่อยู่ภายในห้องรับรอง ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมต่อไปถึงจัตุรัสกลางเมืองอันเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกในครั้งนี้ แต่ละคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างก็พูดคุยถึงพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของว่าที่ราชินีใหม่ด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ทว่าในบรรดาผู้คนที่กำลังพูดคุยเรื่องของเจ้าหญิงนารินย่ากันด้วยความชื่นชมนั้น กลับมีหนึ่งบุรุษที่มีท่าทางขัดเคืองใจกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย เพราะมีแต่เรื่องราวในด้านอันน่าภูมิใจของเจ้าหญิงใหญ่เท่านั้น หากได้กล่าวถึงเรื่องราวร้ายกาจที่เธอเคยกระทำกับเขาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามทุกสายตากลับเมียงมองมาที่เขา...มันนอส พระสวามีของเจ้าหญิงนารินเซียด้วยความเวทนาอีกด้วย
“...แล้วแบบนี้ท่านมันนอสจะเป็นยังไงต่อนะ พระองค์หญิงใหญ่ไม่ค่อยถูกพระทัยเขาเสียด้วยสิ”
“...นั่นสินะ ทำอย่างไรได้ไปยุ่งกับคนไม่ควรยุ่งเสียแล้วนี่นา...”
บทสนทนานี้ทำให้ดวงตาสีเหลืองซีดของมันนอสตวัดมองไปที่ขุนนางชายหญิงคู่หนึ่งทันที แววอำมหิตที่ฉายบนดวงตาคู่นั้นทำให้คนทั้งสองต้องปิดปากเงียบทันที
มันช่างน่าหงุดหงิดนักที่ต้องมายืนฟังคนอื่นนินทาต่อหน้าเช่นนี้ อย่างน้อยตัวเขาก็ยังเป็นถึงพระสวามีให้เจ้าหญิงรองแห่งนาเทเชีย มีสิทธิที่จะสั่งตัดหัวของคนพวกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากไม่มีเจ้าหญิงใหญ่ผู้กำลังจะได้เป็นราชินีพระองค์นั้นคอยคุ้มหัวพวกมัน เขาจะสั่งประหารทุกคนที่บังอาจจาบจ้วงศักดิ์ศรีของเขาเช่นนี้
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างอาฆาตแค้นนั้นเอง สายตาของมันนอสก็เหลือบไปเห็นขบวนนางในกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ และหญิงสาวที่เดินนำหน้ามานั้นก็คือ เจ้าหญิงนารินเซีย อิสตรีผู้เป็นภรรยาของเขา
ทว่าทั้งที่ได้เห็นว่าภรรยาผู้สูงศักดิ์กำลังเดินมายังห้องรับรอง แต่มันนอสก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมหาได้คิดออกไปรับเจ้าหญิงน้อยแต่อย่างใดไม่ จนขุนนางวัยหนุ่มคนหนึ่งต้องก้าวออกไปรับเสด็จแทนอย่างเสียมิได้ นั่นทำให้พวกขุนนางมีท่าทางไม่พอใจมันนอสมากยิ่งขึ้น
“ถวายพระพรเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ พระองค์หญิงนารินเซีย” เหล่าขุนนางทำความเคารพพร้อมกัน
“ตามสบายเถิดทุกท่าน” นารินเซียตอบพลางเลี่ยงมายืนข้างมาหาสามี “ยินดีที่ได้พบกับท่านอีกครั้งค่ะ ท่านมันนอส”
“อืม ขอโทษด้วยที่กลับมาไม่ทันดูในท่านพ่อ” มันนอสตอบด้วยท่าทางเสียมิได้ “บังเอิญธุระที่บ้านข้ามันยุ่งยากก็เลยเสียเวลาแก้ปัญหานานหน่อยน่ะ”
“อย่างนั้นหรือ...” นารินเซียรับคำสีหน้าเศร้า
“นี่! มาอยู่ในหมู่ขุนนางจะทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยไม่เป็นบ้างหรืออย่างไร!” มันนอสตวาดด้วยน้ำเสียงแผ่ว แต่ก็มากพอทำให้นารินเซียสะดุ้งโหยงได้ “เป็นถึงเจ้าหญิงแท้ๆ จะมาทำตัวอ่อนแอได้ยังไงกัน ข้าไม่น่าแต่งงานกับเจ้าเลยจริงๆ ถ้าตอนนั้นพ่อเจ้าไม่มาเจอเสียก่อนป่านนี้ก็คง...”
“ป่านนี้ก็คงอันใดหรือ มันนอส!”
คราวนี้เป็นมันนอสเสียเองที่ต้องสะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะน้ำเสียงหวานที่เอ่ยแทรกคำพูดของเขานั้นเปี่ยมด้วยความเย็นชาและเกลียดชังเป็นที่ยิ่ง ซึ่งมันนอสสามารถจดจำได้ในทันทีเลยว่า อิสตรีนางใดที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น
“พระองค์หญิงนารินย่า...”
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าหญิงใหญ่ในชุดเต็มยศสีขาวสลับแดงและทอง ด้านหลังของเธอพรั่งพร้อมด้วยจตุเสนาที่รับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอด ดวงตาสีแดงที่ทอดมองมันนอสนั้นมีแต่ความเกลียดชังอย่างยิ่งล้น
“คิดไม่ผิดจริงๆ ที่แวะมาดูเจ้าก่อนจะไปห้องเตรียมตัวพิเศษ” เจ้าหญิงใหญ่กล่าวดึงน้องสาวมากอดไว้ “ถ้าไม่มีเจ้าสักคนน้องสาวข้าก็คงจะไม่เสียใจแบบนี้ มันนอส ข้าล่ะ...อยากจะขยี้เจ้าให้แหลกคามือจริง”
“พระพี่นางอย่าได้ถือสาคำพูดของท่านมันนอสเลยเพคะ” นารินเซียรีบเข้ามาแก้สถานการณ์ “ท่านมันนอนแค่พูดไป...”
“เขาไม่ได้พูดไปเท่านั้นนะ ดวงตาของมันบอกว่าตั้งใจจะพูดเช่นนั้นจริงๆ”
ดวงตาสีโลหิตตวัดมองมันนอสอีกครั้งด้วยความเกลียดชังอย่างยิ่ง ทำให้ราชบุตรเขยถึงกับกลืนน้ำลายและถอยหลังหนีไปก้าวใหญ่อย่างหวาดกลัว ไม่ว่าเมื่อไหร่นัยน์ตาคมกริบดังดวงเนตรมัจจุราชคู่นี้ก็สามารถทำให้เขาหวาดผวาได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่แต่งงานกับเจ้าหญิงรองผู้อ่อนแอคนนี้แล้ว
นับตั้งแต่วันที่เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสองเจริญวัยขึ้นอย่างงดงาม ทั้งสองนางก็เป็นที่หมายปองของผู้ชายมากมายทั้งภายในและภายนอกพระราชวัง พระองค์หนึ่งนั้นครอบครองความสามารถอย่างเปี่ยมล้นจนแทบมิอาจหาขุนนางคนใดมาเทียบได้ ขณะอีกพระองค์ทรงครอบครองความสดใสไร้เดียงสาอันควรค่าแก่การถนอม
ทว่าเหล่าบุรุษก็ทำได้เพียงมีใจใฝ่ปองมิอาจเอื้อมมือคว้าหญิงทั้งสองได้ เพราะนางหนึ่งขึงขังเอาจริงและมักใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบมากกว่าในวัง ขณะที่อีกนางก็ได้รับการปกป้องจากพระราชบิดาและขุนนางรับใช้ของเจ้าหญิงใหญ่เป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยมีชายหนุ่มคนใดมาทำให้หญิงทั้งสองมีคาวราคีเลยแม้แต่น้อย
แต่ในหมู่คนเหล่านั้น...มันนอสกลับเป็นคนเดียวที่พยายามใกล้ชิดกับนารินเซียมาโดยตลอด ไม่ว่าเจ้าหญิงน้อยจะเสด็จไปที่ใดทั้งนอกหรือในพระราชวัง มันนอสก็จะคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่งราวกับหลงใหลนารินเซียเสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่เมื่ออยู่ลับหลังเขาจะเรียกหญิงสาวมากมายมาปรนเปรอความสุขให้ถึงที่คฤหาสน์ นั่นคือเหตุผลที่นารินย่าพยายามให้คนของตนแยกนารินเซียออกห่างจากชายผู้นี้
กระนั้น...ความพยายามของนารินย่ากลับไม่เป็นผล มันนอสหมดความอดทนและขึ้นหานารินเซียในคืนเดือนมืดเมื่อสองปีก่อน เขาใช้ความพยายามจนกระทั่งได้พลอดรักกับเจ้าหญิงรองสมใจปรารถนา ทว่ากษัตริย์ดาริงโทสกลับเสด็จมาพบเข้าเสียก่อนจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น นารินย่าที่กำลังติดพันศึกถึงกับทิ้งสนามรบมาเพื่อสังหารมันนอสให้ตายคามือ
หากทว่าทุกอย่างกลับต้องพลิกผันไป เมื่อกษัตริย์ดาริงโทสทรงเลือกปกป้องศักดิ์ศรีของบุตรสาวมากกว่าความตายของมันนอส ชายหนุ่มจึงได้แต่งงานกับเจ้าหญิงรองท่ามกลางเสียงคัดค้านของนารินย่า แต่เมื่อเป็นพระบัญชา...เจ้าหญิงใหญ่ก็ไม่อาจขัดอันใดได้ เธอจำต้องก้มหน้ารับและปล่อยให้น้องสาวอยู่กับคนที่เกลียดชังต่อไปเท่านั้น
และตลอดระยะเวลาการแต่งงานของนารินเซียกับมันนอส นารินย่ามักได้รับข่าวว่าราชบุตรเขยใช้กำลังรุนแรงและขู่บังคับนารินเซียอยู่หลายครั้ง ทั้งยังแอบนอกใจน้องสาวของตนเสมอ เธอจึงเฝ้าหวังว่าสักวันน้องสาวจะหย่าขาดจากผู้ชายสารเลวคนนี้เสียที
ขณะที่ความคิดของนารินย่ากำลังโลดแล่นไปในห้วงภวังค์อย่างดุเดือดนั้น ทั้งหมดพลันต้องชะงักเมื่อโสตประสาทสดับเสียงบางอย่างได้ นั่นทำให้เธอต้องหันมองโดยรอบด้วยความประหลาดใจทันที
“เป็นอะไรไปหรือเพคะ พระพี่นาง” นารินเซียถามอย่างเป็นห่วง
“เสียง...” นารินย่าตอบเบาๆ “พี่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เป็นเสียงร้องที่ฟังดูคุ้นหูมาก”
“เอ๊ะ! แต่ในนี้ไม่มีใครส่งเสียงร้องนี่เพคะ” นารินเซียบอกด้วยสีหน้าฉงน
“เปล่า ไม่ใช่เสียงร้องของคนหรอกน้องพี่ แต่เป็นเสียงร้องของนก...”
“กราบทูลท่านทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วขอเชิญที่ประรำพิธีได้แล้วขอรับ”
มหาดเล็กหนุ่มเข้ามาเชิญเหล่าขุนนางทั้งหลายตามหน้าที่ ทำให้คำพูดของนารินย่าต้องหยุดชะงักลงอย่างเสียมิได้ หญิงสาวถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มลาน้องสาวเบาๆ แล้วแยกออกไปเตรียมตัวอีกห้องตามประเพณี ขณะที่คนอื่นๆ รีบออกไปประจำที่บนประรำพิธีหน้าจัตุรัสกลางอย่างรวดเร็ว
ตามโบราณราชประเพณีการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ ซึ่งปฏิบัติกันมาหลังจากที่นกอินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียจากไปนั้น นักบวชจะกระทำการสวดบูชาทวยเทพให้คุ้มครองราชย์บัลลังก์นาเทเชียเป็นเวลานานสามวัน ระหว่างนั้นระหว่างนั้นองค์รัชทายาทก็ต้องเก็บตัวอยู่ในวิหารหลวง เพื่อรักษาศีลและชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ตามระเบียบสงฆ์ พร้อมทั้งอ่านคำบูชาสัตว์อสูรพิทักษ์นครแทนการอัญเชิญมาคัดเลือกผู้นำคนใหม่
หลังจากนั้นก็จะเป็นพิธีทางฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งรัชทายาทจะต้องกล่าวคำสาบานและอ่านกฎสำคัญที่กษัตริย์ถือครองต่อหน้าสภาขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ จากนั้นก็ต้องเก็บตัวอยู่ในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษภายใต้การดูแลของทหารราชองครักษ์อย่างแน่นอน ซึ่งตลอดเวลานั้นจะมีบททดสอบต่างๆ มาทดสอบความสามารถขององค์รัชทายาทโดยตลอด และในช่วงนี้เองที่หัวหน้านักบวชจะทำการทำนายชนะบ้านเมืองและผู้นำใหม่อีกครั้ง หากดวงชะตารุ่งโรจน์สามารถนำบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ก็จะสืบทอดบัลลังก์อย่างเป็นทางการ
ในวันนี้...หลังจากที่นารินย่าผ่านบททดสอบต่างๆ มาอย่างหนักหน่วง และผลการทำนายดวงชะตาของเธอกับบ้านเมืองออกมาว่า เธอจะสามารถนำพานาเทเชียผ่านพ้นวิกฤตใหญ่ที่กำลังจะมาถึงได้ หญิงสาวจะต้องเข้ารับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นต่อหน้าประชาชนนับหมื่นในจัตุรัสกลางเมือง และนับจากวันนี้ไปเธอก็คือ ราชันแห่งอาณาจักรนาเทเชีย
วงสังคีตประโคมบทเพลง ‘ราชันย์สู่ราชัน’ เป็นสัญญาณบอกให้ปวงชนได้ทราบถึงเวลาอันสำคัญยิ่ง นักบวชเริ่มการสวดอำนวยพรท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชน จากนั้นก็อ่านโองการประกาศให้ทุกคนได้ทราบถึงการผลัดแผ่นดิน
“เนื่องด้วยอดีตกษัตริย์ดาริงโทส เอลเครย์มาส เรซานโซซิสแห่งนาเทเชียทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เจ้าหญิงนารินย่า เอลเครย์ เรซานโซซิส ผู้เป็นรัชทายาทจักขึ้นสืบราชสมบัติผ่านบ้าน ผ่านเมือง เป็นมิ่งขวัญแห่งปวงประชาชนต่อจากพระราชบิดาตามสิทธิอันชอบธรรม ด้วยอำนาจซึ่งข้าได้รับจากทวยเทพขอแต่งตั้งเจ้าหญิงนารินย่า เอลเครย์ เรซานโซซิสเป็นราชินีแห่งนาเทเชียอย่างเป็นทางการ”
ดนตรีถูกประโคมขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณเชิญเสด็จขององค์รัชทายาท นารินย่าพร้อมด้วยจตุเสนาทั้งสี่จึงก้าวออกมาตามเส้นทางที่จัดเตรียมไว้สู่สายตาของประชาชนนับหมื่นในจัตุรัสแห่งนั้น เสียงโห่ร้องแซ่ซ้องในพระบารมีดังกึกก้องทันทีที่เธอปรากฏตัว หากเจ้าหญิงกลับรับเสียงแห่งยินดีเหล่านั้นด้วยใบหน้านิ่งสนิทเท่านั้น ทว่ามันก็ฉายความอ่อนโยนขึ้นมาในยามที่ทอดมองน้องสาวบนเก้าอี้กิตติมศักดิ์ ขณะที่เปลี่ยนเป็นความกราดเกรี้ยวชิงชังยามเหลือบเห็นมันนอสนั่งใกล้ตัวของนารินเซีย
แต่ในขณะนั้นเองที่โสตประสาทรับฟังของนารินย่าสดับเสียงประหลาดได้อีกครั้ง เธอจึงหยุดเดินแล้วหันมองหาที่มาของเสียงนั้นด้วยความสงสัย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นช่างคุ้นหูของเธอเป็นยิ่งนัก หญิงสาวรู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินเสียงร้องนั้นจากที่ไหนมาก่อน แต่ความทรงจำกลับพร่าเลื่อนเกินกว่าจะนึกออกว่าเคยสดับได้จากแห่งใด สิ่งเดียวที่สามารถบอกได้คือ มันกำลังเขย่าหัวใจอันมั่นคงของเธอให้หวั่นไหวราวกับผิวน้ำ
“เป็นอะไรหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ” จตุเสนาแก่วัยที่สุดเข้ามากระซิบถาม
“เปล่า ไม่ได้เป็น...”
นารินย่ากำลังจะตอบห่างก็ต้องเงียบเมื่อได้ยินเสียงร้องนั้นอีกครั้ง คราวนี้เธอเริ่มจำได้แล้วว่ามันเป็นเสียงร้องของนกอินทรี
“ราคอฟ เจ้าได้ยินเสียงนกอินทรีร้องมั้ย” เธอถามทันทีนั้น
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งหามีนกอินทรีตัวใดมาบินร่อนอยู่แถวนี้ไม่” ราคอฟตอบพร้อมใบหน้าที่เงยขึ้นมองฟ้าใสของนารินย่า
“นั่นสินะ ท้องฟ้าใสไร้เมฆ...ไม่มีแม้นกขมิ้นมาโบยบินจักมีนกอินทรีมาส่งเสียงร้องได้ยังไง”
แล้วนารินย่าก็บ่ายหน้าสู่บัลลังก์ทองที่หัวหน้านักบวชกำลังยืนรออยู่อีกครั้ง ขณะนารินเซียที่มีสีหน้าเป็นห่วงในท่าทางที่เปลี่ยนไปของพี่สาวก็ถอนใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก โดยมีได้รู้เลยว่าในใจของนารินย่ากำลังสับสนวุ่นวายจากสิ่งใดบ้าง
ในเวลานี้ทุกย่างก้าวที่นำสองเท้าเดินไปเบื้องหน้ากำลังทำให้นารินย่ารู้สึกหนักอึ้ง แม้จะฝึกฝนตอนเองในฐานะรัชทายาทมาตั้งแต่ยังเด็กจนเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งบุ๋นบู้เยี่ยงชายชาตรี แต่หัวใจกลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลกับหน้าที่ใหม่ของตนเอง เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสามารถปกครองประเทศได้เช่นพระราชบิดาหรือไม่ ถ้าหากเธอทำผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง
เจ้าหญิงใหญ่ค่อยๆ ทรุดกายลงต่อหน้าของหัวหน้านักบวช ซึ่งกำลังทำการสวดอำนวยพรให้เทพเจ้าคุ้มครองราชินีองค์ใหม่ ใบหน้าของเธอฉายความกังวลใจที่มิอาจปิดซ้อนไว้ได้ขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อลองนึกไปถึงวันที่เธอตัดสินใจผิดพลาดทำให้บ้านเมืองต้องเดือดร้อน นั่นทำให้ความไม่มั่นใจในการเข้ารับตำแหน่งของเธอมีมากยิ่งขึ้น
มงกุฎสีทองอร่ามประดับอัญมณีเพชรสีแดงล้ำค่าถูกยกสูงเหนือศีรษะของนารินย่า โองการแต่งตั้งราชินีถูกประกาศออกไปอีกครั้ง เพื่อย่ำเตือนถึงการรับตำแหน่งอย่างชอบธรรมของเจ้าหญิงใหญ่ ทว่าในตอนนั้นเองที่มีเสียงร้องของนกอินทรีดังต้องประสาทการได้ยินของเธออีกครั้ง และครั้งมันดังกระหึ่มไปทั่วทั้งท้องทำให้หัวหน้านักบวชและปวงประชาต้องชะงักไปในทันทีนั้น
“นี่มัน...เสียงร้องของนกอินทรีที่ข้าได้ยินเมื่อกี้นี่!” นารินย่าร้องลั่น
ดวงตาสีแดงฉานของเธอเคลื่อนขึ้นไปมองบนท้องฟ้าอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนในจัตุรัสต่างก็มองไปในทิศทางเดียวกันด้วยความสงสัยปนตกใจอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงนกอินทรีร้องดังกระหึมก้องจนแผ่นดินสะเทือนเบาๆ เช่นนี้มาก่อนเลย
ไม่นานสายตาของปวงประชาก็ได้เห็นนกสีขาว ปลายปีกเป็นสีทองตัวหนึ่งกำลังถลาร่อนลงมาจากหมู่เมฆ เป็นเหตุให้พวกเขาต้องชี้ชวนกันให้ดูมันด้วยความสนใจอย่างยิ่ง จะมีก็เพียงนารินย่าเท่านั้นที่รู้สึกแปลกๆ กับการปรากฏตัวของปักษาสีขาวจากทิศตะวันออกตัวนั้น ใจหนึ่งของเธอกำลังแล่นโลดด้วยความยินดีเป็นยิ่งนัก แต่อีกใจกลับกำลังปวดแปลบเพราะเสียงที่ได้ยินเมื่อสักครู่เปี่ยมล้นด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง
และแล้วความสงสัยระคนด้วยความตื่นเต้นของประชาชนก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อนกสีขาวตัวนั้นเข้ามาใกล้พร้อมกับเผยขนาดร่างกายอันใหญ่โตให้ทุกคนได้เห็น แต่ด้วยทิศทางและความเร็วที่พุ่งเข้าใส่ประชาชนอย่างมาดร้ายนั้น ทำให้สัญชาตญาตความเป็นผู้นำของนารินย่าทำงานในบัดดล!
“ยุติพิธีลงชั่วคราว อพยพประชาชนออกจากจัตุรัสเดี๋ยวนี้ นกนั่นมาร้ายรีบหนีเดี๋ยวนี้!!!”
ว่าที่ราชินีคำรามก้องพร้อมเสียงร้องของนกอินทรีสีขาวตัวเขื่องนั่น มันตวัดปีกพุ่งทะยานลงมายังฝูงชนที่ยังยืนมองมันอย่างมาดร้าย เมื่อนั้นเองที่ประชาชนพลันแตกสลายวิ่งหนีจากอสุรกายสีขาวตัวใหญ่ไปคนละทิศคนละทางด้วยความหวาดกลัว บรรดาขุนนางต่างก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ในห้องรับรองในรั่วพระราชวังกันอย่างลนลาน มีเพียงนารินเซียคนเดียวเท่านั้นที่ยืนมองพี่สาวอย่างลังเลใจ
เจ้าวิหคยักษ์สะบัดปีกอีกครั้งแล้วร่างก็มาถลาร่อนเหนือเมืองหลวงนาเทเชียอย่างงามสง่า แต่ขนาดอันใหญ่โตของมันกลับทำให้ประชาชนต้องวิ่งหนีกันด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่ง เสียงแผดร้องที่ส่งออกมาฟังดูเหมือนกำลังบ่นกับตัวเองว่ากำลังเลือกใครเป็นอาหารของวันนี้ ซึ่งนารินย่าถึงกับหนาวสันหลังวาบเมื่อสังเกตว่า ดวงตาสีทองคำของมันจับจ้องเธอแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
“พระพี่นาง!!”
นารินเซียส่งเสียงร้องลั่นเมื่อเห็นนกอินทรียักษ์พุ่งมาหาพี่สาวอย่างมาดร้าย เธอพยายามวิ่งไปเพื่อปกป้องว่าที่ราชินีใหม่ให้พ้นจากอันตราย แต่นั่นกลับทำให้เจ้าอสุรกายสีขาวสังเกตเห็นเธอและเปลี่ยนทิศทางไปหาอย่างมุ่งมาด นารินย่าจึงต้องรีบวิ่งเข้าไปขวางทางน้องสาวให้พ้นจากจะงอยปากขนาดยักษ์อย่างไม่คิดเสียดายชีวิต ซึ่งทันทีที่ร่างของว่าที่ราชินีสาวปรากฏในเส้นทางการบินของมัน เจ้านกยักษ์ก็เชิดหัวสะบัดปีกกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครา
ทว่าแรงลมแรงที่เกิดจากการกระพือปีกกว้างใหญ่นั้น กลับผลักร่างของหญิงสาวทั้งสองให้ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกัน ทั้งยังกระชากมงกุฎทองประดับอัญมณีสีเขียวให้หลุดออกจากศีรษะของนารินเซียอีกด้วย ซึ่งในตอนนั้นเองที่เจ้านกยักษ์หวนกลับมาคว้ามันเอาไว้ด้วยกรงเล็บขนาดมหึมานั้น ก่อนจะถลาร่อนลงตรงหน้าบัลลังก์ทองแห่งนาเทเชียที่อยู่เบื้องหลังของเจ้าหญิงทั้งสอง
ถึงตอนนี้นารินย่าก็หันไปมองเจ้าอินทรียักษ์อย่างไม่พอใจอีกครั้ง แต่กลับต้องตะลึงงันเมื่อได้เห็นร่างของมันกำลังเปล่งแสงและหดเล็กลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งกลายเป็นร่างมนุษย์เพศชายผมยาวสีขาวบริสุทธิ์ทรุดนั่งลงบนบัลลังก์อย่างงามสง่า และเมื่อแสงสว่างจางหายไป...นารินย่าก็ได้สบเข้ากับดวงตาสีทองคำสว่างฉายแววเย็นชาจนหนาวสันหลังวาบ
“...จ...เจ้าเป็นใคร...” นารินย่าเอ่ยถามอย่างตื่นตะลึง
“นั่นสินะ ข้าเป็นใครกันหนอ...” ชายคนนั้นตั้งคำถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตอบว่า ‘เป็นคนที่พวกเจ้าเพิ่งข้ามหัวไม่ยอมอัญเชิญมาดูหน้าของว่าที่ราชินีองค์ใหม่ทั้งสอง’ แบบนี้คงจะได้กระมัง”
“หรือว่า...พระพี่นางเพคะ” นารินเซียเงยหน้ามองนารินย่าอย่างหวาดหวั่น
“อืม...หรือว่าท่านคือ ฟราน...” นารินย่าถามต่อไป อ้อมแขนกระชับรอบร่างน้องสาวแน่น “ท่านคือ สัตว์อสูรผู้พิทักษ์อาณาจักรนาเทเชียแห่งนี้”
“ใช่ ข้าคือ ‘ฟราน’ เทวาอสูรแห่งนาเทเชีย” ฟรานตอบด้วยเสียงอันก้องกังวาน
พลันนั้นเอง...คนที่ยังเหลือในจัตุรัสก็หันมามองบุรุษผมขาวบนบัลลังก์ให้เต็มตาอีกครั้ง เพราะไม่มีใครในอาณาจักรนาเทเชียที่ไม่รู้จักนามของ ‘ฟราน’ สัตว์อสูรผู้เคยปกป้องอาณาจักรรัตนชาติแห่งนี้ให้พ้นจากภัยพาลมานานเกือบหนึ่งพันปี ทว่าตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีนับจากวันที่เจ้าหญิงทั้งสองทรงประสูตินั้น ฟรานที่ควรอยู่ในหุบเขาเคเซรัสกลับไม่เคยตอบสนองต่อการอัญเชิญของเหล่านักบวชเลยสักครั้ง
ดังนั้นข่าวลื่อเกี่ยวกับการกลับมาของฟรานจึงจางหายไปตามกาลเวลา แม้แต่ในพระราชวังเองก็ยังแทบไม่มีการกล่าวถึงเขากันบ่อยนัก แต่วันนี้...สัตว์อสูรตนนั้นได้กลับมาอีกครั้ง...และนั่งบนบัลลังก์เบื้องหน้าของทายาทแห่งกษัตริย์ดาริงโทสทั้งสองนาง
“พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะข้ามหัวท่านแต่อย่างใด”
นารินย่าเป็นตัวแทนปฏิเสธแก้ตัวให้แก่ทุกคน ขณะที่เหล่าขุนนางและปวงชนเริ่มก้าวออกมาหมอบกราบราวกับจะวอนขอชีวิตจากฟราน นารินเซียเองก็กอดพี่สาวแน่นด้วยความหวาดกลัวเช่นเดียวกัน
“แต่ตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยตอบสนองต่อการอัญเชิญของนักบวชเลยสักครั้งนี่คะ พวกเราจึงคิดกันไปว่า...”
“นั่นมันเป็นความคิดไปเองของพวกเจ้า ไม่ใช่ข้าไม่เคยตอบสนองต่อโลกภายนอกนะ ข้าเคยตอบสนองมาแล้วในวันที่พวกเจ้าเกิดขึ้นมา” ฟรานชี้ไปยังเจ้าหญิงทั้งสอง “เสียงร้องไห้ของพวกเจ้าเรียกให้ข้ากลับมาจากโลกแห่งความตาย ข้าจึงเนรมิตการแสดงที่งดงามขึ้นในคืนนั้น และการที่ข้าไม่ปรากฏตัวตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีก็เพราะมีเหตุผล...”
บุรุษผมขาวเว้นช่วงคำพูดของตนมาพินิจมองมงกุฎของนารินเซียในมือ ซึ่งท่าทางเหมือนโกรธเคืองของเขาทำให้คนทั้งหลายต้องหวั่นใจนัก มีเพียงนารินย่าเท่านั้นที่ยังใจกล้ามองหน้าฟรานอย่างตรงไปตรงมา
“แต่วันนี้ข้ามีเหตุผลให้ต้องปรากฏตัว เพราะนับจากวันที่ดาริงโทสจากไปกลับไม่ใครคิดอัญเชิญข้าเลยสักครั้ง”
ดวงตาสีทองตวัดมองหัวหน้านักบวชที่ยืนอึ้งกับการปรากฏตัวของเขาอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้อีกฝ่ายต้องรีบทรุดหมอบกราบรอรับอาญาด้วยความพรั่นพรึง
“ท่านโทษเราไม่ได้ เพราะท่านไม่เคยตอบสนองอันใดเลยมาตลอดสิบเก้าปี พวกนักบวชจึงไม่กล้าอัญเชิญท่านอีก” นารินย่ารีบแทรกเพื่อเบนความสนใจฟรานมาหาตอน
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะบอกว่าเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นหรือ” ฟรานสวนคำถามกลับทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะอึก “ตัวข้าเองก็มีเรื่องให้ต้องสะสางหลังหายไปหลายร้อยปี ในขณะเดียวกับข้าก็ต้อง...”
เสียงของฟรานขาดหายไปในประโยคสุดท้าย แต่สายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องที่นารินย่าอย่างมุ่งมาด แววแห่งความปรารถนาบางอย่างที่ฉายในดวงตาสีทองคู่นั้น ทำให้นารินย่าต้องดึงนารินเซียมาหลบเบื้องหลัง ทว่าฟรานก็หยัดตัวลุกขึ้นจากบัลลังก์เดินตรงมาหาพวกเธอช้าๆ ซึ่งเจ้าหญิงใหญ่พยายามคาดการณ์ให้ได้ว่า เขาจะทำสิ่งใดต่อไป
“เรื่องของข้าช่างมันก่อนก็แล้วกัน เพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่” ฟรานยื่นมือไปให้นารินย่า “ลุกขึ้นสิ ข้าจะได้ทำการคัดเลือกราชินีองค์ใหม่ของนาเทเชียเสียที”
“...ด...เดี๋ยวก่อนสิคะ นาเทเชียมีว่าที่ราชินีใหม่แล้วนี่คะ” นารินเซียโพล่งขึ้น “ตามคำสั่งเสียของท่านพ่อบัลลังก์จะต้องสืบทอดตามสายเลือด”
“แต่สายเลือดของเขาก็มีผู้สืบทอดถึงสองคนไม่ใช่หรือ”
ฟรานถามด้วยสีหน้าเป็นต่อแล้วคว้าข้อมือฉุดให้นารินย่ายืนขึ้น จากนั้นเอื้อมมือไปหมายเช็ดน้ำตาของนารินเซีย แต่เจ้าหญิงใหญ่กลับเข้ามาขวางแล้วมองหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์
“คำพูดของท่านเมื่อสักครู่หมายความว่าอย่างไรกัน” นารินย่าถามเสียงเข้ม
แต่สายตากลับสื่อว่าอย่าแตะต้องน้องสาวของเธอเป็นอันขาด ซึ่งฟรานยินยอมถอยออกไปตามต้องการ
“หมายความว่า เจ้าทั้งสองคนมีสิทธิได้สืบทอดบัลลังก์เหมือนกันอย่างไรล่ะ” ฟรานบอกพลางยิ้มให้อย่างท้าทาย
“แต่พระพี่นางทรงมีชะตากรรม...” นารินเซียที่แอบหลังพี่สาวอยู่พยายามแย้ง
“พวกนักบวชมองดูชะตากรรมก็ได้เพียงเศษเสี้ยวของลิขิตฟ้าทั้งหมด ต่างจากข้าที่ได้เห็นทุกอย่างตั้งแต่พวกเจ้าเกิดจนกระทั่งพวกเจ้าตาย” ฟรานกล่าวพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ “ความจริงข้าไม่ได้อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งราชินีมากนักหรอก แต่เพราะบัดนี้มีราชินีที่มีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ถึงสององค์ในบัลลังก์เดียวกัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่นาเทเชียจะหวนคืนสู่ประเพณีดั้งเดิม”
ร่างสูงค่อยๆ เดินวนรอบร่างของเจ้าหญิงทั้งสองอย่างช้าๆ ขณะเสียงฮือฮาของประชาชนเริ่มดังกระหึมขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ยินคำพูดอันบ่งบอกว่า ฟรานจะเป็นผู้เลือกราชินีแห่งนาเทเชียองค์ใหม่ด้วยตนเอง พวกเขาจึงพากันยืนขึ้นมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยสายตาลุ้นระทึก ต่างจากนารินย่าที่จ้องมองท่าทางหยิ่งยะโสโอหังของฟรานอย่างแข็งกร้าว พร้อมกับปกป้องน้องสาวที่กำลังแอบหลังหลบสายตาของสัตว์อสูรด้วยความหวาดกลัว
เมื่อได้เห็นสองปฏิกิริยาที่มาจากนิสัยอันแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของสองสตรีตรงหน้า ฟรานก็คลี่ยิ้มบนออกมาบางๆ ด้วยสองความรู้สึก หนึ่งคือ ชมชอบความเข้มแข็งและแข็งกร้าวในดวงตาสีแดงของพี่สาว แต่เย้ยหยันความอ่อนแอที่แสดงอยู่ในนัยน์ตาสีเขียวของน้องสาว ซึ่งดูไม่เหมือนคนที่มีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย ทว่าที่สุดแล้วเขาจะเหลือเจ้าองค์ใดขึ้นเป็นราชินีองค์ใหม่กันแน่
“ตามคำทำนายที่ข้าเคยได้กล่าวเอาไว้เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน ‘หนึ่งในสองหญิงสาวนัยน์ตาต่างสีกันจะเป็นเจ้าของข้าไปตลอดกาล’ บัดนี้คนผู้นั้นได้ยืนอยู่ต่อหน้าข้าแล้ว”
“ท่านฟราน ข้าไม่ได้อยากขัดการระลึกถึงอดีตอันน่าสุนทรีย์ของท่านหรอกนะ” นารินย่าเอ่ยแทรกทำให้ฟรานเหลียวมอง “แต่ว่าประชาชนกำลังรอคอยท่านอยู่”
“ใจเย็นๆ สาวน้อย ข้ากำลังจะเลือกเดี๋ยวนี้แล้ว” ฟรานพูดอย่างมีลีลา
เขายื่นมือไปไล้นวลแก้มผ่องของนารินย่าอย่างนุ่มนวล แต่หญิงสาวสะบัดหน้าหนีอย่างไม่พอใจ ฟรานจึงเอื้อมมือไปกระชากเธอออกห่างจากน้องสาวในทันทีนั้น
“จะทำอะไรข้า ปล่อยนะ!!” หญิงสาวตาสีแดงร้องลั่นพลางดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม “ข้าบอกว่าให้ปล่อยยังไงล่ะ!”
“จะอยู่ห่างจากน้องสาวสักวินาทีไม่ได้หรือยังไงกัน เจ้าช่างดุร้ายจนข้าอยากลิ้มรสเสียแล้วสิ”
ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าหากยังก้มลงใบหน้ามาหานารินย่าช้าๆ ทำให้เจ้าหญิงใหญ่ต้องหวดมือใส่แก้มของเขาอย่างกริ้วโกรธ แต่ฝ่ามือแห่งความพิโรธกลับถูกฟรานหยุดเอาไว้แล้วจับล็อคไว้ด้านหลัง จากนั้นเขาก็ครอบครองเรียวปากอิ่มของหญิงสาวเอาไว้ด้วยริมฝีปากของตนเอง
คนทุกผู้...โดยเฉพาะนารินเซียถึงกับตะลึงเมื่อได้เห็นการกระทำอันกล้าหาญของฟราน เพราะแผ่นดินนี้ไม่เคยมีใครคิดกล้าจาบจ้วงศักดิ์ศรีของนารินย่าถึงเพียงนี้ นารินย่าพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนของฟรานให้จงได้ แต่คีมกล้ามเนื้อกลับรัดรอบรองของเธอแน่นไม่ยอมขยับ ริมฝีปากที่กำลังละเลียดความไม่รู้เดียงสาในรสรักกำลังบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอให้หดหาย และเมื่อสามารถตรึงเธอให้นิ่งงันได้...เทวาอสูรผมขาวก็ยอมถอนริมฝีปากออกไป
“ยอมสงบจนได้นะ” เขาพูดทำให้หญิงสาวหน้าแดงกล่ำ “แต่ตอนนี้นาเทเชียมีราชินีพระองค์ใหม่แล้ว และเธอก็คือ...นารินเซีย...”
สิ้นคำประกาศนามอันน่าตะลึงของราชินีองค์ใหม่แห่งนาเทเชีย ฟรานก็เอามงกุฎที่ถือเอาไว้ตลอดเวลาประดับลงบนศีรษะของเจ้าหญิงรอง ท่ามกลางความตกใจของคนทุกคนที่อยู่ในจัตุรัสกลางเมืองนั้น เนื่องจากมันเป็นการได้รับคัดเลือกอย่างมิได้คาดหมายของใครทั้งสิ้น
“ข้าหรือ...ได้เป็น...ราชินี...” นารินเซียถามเสียงสั่น
“ใช่ เจ้าคือ ราชินี” ฟรานตอบพลางกอดกระชับนารินย่าแน่นขึ้น “หลังจากนี้เจ้าจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีนะ ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง”
“เฮ้! ภรรยาข้าได้เป็นราชินี ภรรยาของข้า!!!”
มันนอสที่แอบมองเหตุการณ์จากห้องห้องรับรองวิ่งออกมากอดนารินเซียอย่างยินดียิ่ง ก่อนจะประชาชนในจัตุรัสโห่ร้องยินดีให้แก่ราชินีพระองค์ใหม่ ขณะที่เหล่าขุนนางต่างก็พร้อมใจกันค้อมกายถวายพระพรให้แก่นารินเซียอย่างอ่อนน้อม เพราะพวกเขาไม่มีทางคัดค้านผลการคัดเลือกราชินีของเทวาอสูรได้อย่างเด็ดขาด เสียงดนตรีถูกประโคมแสดงความยินดีให้แก่ ‘ราชินีนารินเซีย’ อย่างสนุกสนาน
ทว่าหญิงสาวนัยน์ตาสีเขียวที่ถูกสามีนำพาไปพบกับขุนนางต่างๆ กลับมีสีหน้ากังวลใจ ดุจเดียวกับนารินย่าที่แม้ใจหนึ่งจะโล่งอกที่ตำแหน่งใหญ่หลุดพ้นจากตัวเอง แต่เธอก็ยังมองแผ่นหลังบอบบางของน้องสาวด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา ก่อนจะรู้สึกถึงมือที่ยังโอบกระชับรอบเอวบางอยู่ของฟราน เธอจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่หายไปแล้วสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง
“ปล่อยนะ ท่านเลวมากที่ทำกับข้าแบบนี้” นารินย่าตวาดเบาๆ พร้อมมองมันนอสด้วยความรังเกียจ
“เลวที่ข้าจูบเจ้าหรือทำให้เจ้าเสียตำแหน่งราชินีกันล่ะ” ฟรานย้อนถาม น้ำเสียงฟังดูขบขัน
“สำหรับข้าจะได้ตำแหน่งราชินีหรือไม่...ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ข้าได้มีโอกาสได้ทำเพื่อแผ่นดินเท่านั้นก็พอ” นารินย่ากล่าวพร้อมกับเดินเลี่ยงมา “ยิ่งนารินเซียได้เป็นราชินีเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งต้องทุ่มเททุกสิ่งที่มาเพื่อช่วยเหลือเธอ”
“เดี๋ยวก่อน...ผู้ชายผมสีแดง ตาสีเหลือง ที่มากอดนารินเซียเมื่อกี้นี้เป็นใคร” ฟรานรั้งแขนเธอกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง “ข้าพยายามนึกชื่อมันมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว แต่มันกลับไม่น่าใส่ใจจนข้าลืมสนิท”
“มันนอส วัลเซเมียสเป็นสามีของนารินเซีย” นารินย่าตอบพลางเอามือยันอกเขาไว้ “มันเป็นคนน่ารังเกียจเหมือนกับท่านไม่มีผิด ปล่อยข้านะ!”
“อย่างนั้นเหรอ เมื่อเจ้าลองพูดว่ามันน่ารังเกียจก็เชื่อล่ะนะ” ฟรานกล่าวอย่างไม่สนใจแรงดิ้นรนในอ้อมแขนเลยสักนิด “ดวงตาของเจ้าหมอนั่นมีแต่ความเจ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน และมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ควรค่าที่จะเป็นสามีของนารินเซียที่สุด...จริงสิ...”
สัตว์อสูรหนุ่มเว้นหันกลับมามองนารินย่าอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาสีทองคำฉายความกระหยิ่มใจเสียจนนารินย่าต้องรีบถอยห่าง แต่วงแขนของเขากลับยิ่งกระชับเธอเข้าไปรับรอยจูบที่กดย้ำลงมาอีกครั้ง...พร้อมคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“ข้าลืมบอกเจ้าไปว่า ตัวเจ้ามีชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าน้องสาวมากนัก มันเป็นชะตากรรมที่เจ้าจะต้องต่อสู้และดิ้นรนให้ไปถึงยังจุดสูงสุด ซึ่งเจ้าจะต้องสู้อย่างสุดกำลัง...อย่าได้ถอยหนีเป็นอันขาด!”
++++
TBC
กำลังสงสัยอยู่เชียวว่าทำไมถึงเลือกนารินเซียให้เป็นราชินี
เค้ามีเหตุผลของเค้านี่เอง..อยากอ่านต่อละ..
คาใจมั๊กๆ..อยากรู้เรื่องราวต่อไปจะเป็นไง..ปล่อยไว้นานเดี๋ยวลืมเนื้อเรื่อง 555+
ปล. เจ้ามันนอสนี่มันน่าชังจริงๆเลยอ่ะ..
#1 By Yasu" on 2009-01-26 18:23