The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรคู่บัลลังก์

บทที่ 1 นกอินทรีสีขาว


หลังจากพระราชพิธีศพอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ดาริงโทสเสร็จสิ้นลง   นครหลวงนาเทเชียก็ต้องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากสีขาวสลับดำเป็นสีแดงตัดขาวของว่าที่ราชินีองค์ใหม่   ซึ่งกำลังจะเข้ารับพระราชพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า   เหล่าข้าราชบริพารต่างก็เร่งตรวจงานในส่วนสุดท้ายกันอย่างเร่งรีบ   ทุกสิ่งทุกอย่างในพระราชพิธีจะต้องสมบูรณ์พร้อมสำหรับว่าที่ราชินีนารินย่า


ภายในพระราชวังอันงดงามสร้างจากหินแกรนนิคสีขาวของนครหลวงนั้น   ขุนนางทุกระดับชั้นกำลังรอการเสด็จของว่าที่ราชินีใหม่อยู่ภายในห้องรับรอง   ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมต่อไปถึงจัตุรัสกลางเมืองอันเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกในครั้งนี้   แต่ละคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างก็พูดคุยถึงพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของว่าที่ราชินีใหม่ด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้นอย่างยิ่ง


ทว่าในบรรดาผู้คนที่กำลังพูดคุยเรื่องของเจ้าหญิงนารินย่ากันด้วยความชื่นชมนั้น   กลับมีหนึ่งบุรุษที่มีท่าทางขัดเคืองใจกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย   เพราะมีแต่เรื่องราวในด้านอันน่าภูมิใจของเจ้าหญิงใหญ่เท่านั้น   หากได้กล่าวถึงเรื่องราวร้ายกาจที่เธอเคยกระทำกับเขาเลยแม้แต่น้อย   ตรงกันข้ามทุกสายตากลับเมียงมองมาที่เขา...มันนอส  พระสวามีของเจ้าหญิงนารินเซียด้วยความเวทนาอีกด้วย


“...แล้วแบบนี้ท่านมันนอสจะเป็นยังไงต่อนะ   พระองค์หญิงใหญ่ไม่ค่อยถูกพระทัยเขาเสียด้วยสิ”


“...นั่นสินะ   ทำอย่างไรได้ไปยุ่งกับคนไม่ควรยุ่งเสียแล้วนี่นา...”


บทสนทนานี้ทำให้ดวงตาสีเหลืองซีดของมันนอสตวัดมองไปที่ขุนนางชายหญิงคู่หนึ่งทันที   แววอำมหิตที่ฉายบนดวงตาคู่นั้นทำให้คนทั้งสองต้องปิดปากเงียบทันที


มันช่างน่าหงุดหงิดนักที่ต้องมายืนฟังคนอื่นนินทาต่อหน้าเช่นนี้   อย่างน้อยตัวเขาก็ยังเป็นถึงพระสวามีให้เจ้าหญิงรองแห่งนาเทเชีย   มีสิทธิที่จะสั่งตัดหัวของคนพวกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก   ถ้าหากไม่มีเจ้าหญิงใหญ่ผู้กำลังจะได้เป็นราชินีพระองค์นั้นคอยคุ้มหัวพวกมัน   เขาจะสั่งประหารทุกคนที่บังอาจจาบจ้วงศักดิ์ศรีของเขาเช่นนี้


ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างอาฆาตแค้นนั้นเอง   สายตาของมันนอสก็เหลือบไปเห็นขบวนนางในกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้   และหญิงสาวที่เดินนำหน้ามานั้นก็คือ เจ้าหญิงนารินเซีย  อิสตรีผู้เป็นภรรยาของเขา


ทว่าทั้งที่ได้เห็นว่าภรรยาผู้สูงศักดิ์กำลังเดินมายังห้องรับรอง   แต่มันนอสก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมหาได้คิดออกไปรับเจ้าหญิงน้อยแต่อย่างใดไม่   จนขุนนางวัยหนุ่มคนหนึ่งต้องก้าวออกไปรับเสด็จแทนอย่างเสียมิได้   นั่นทำให้พวกขุนนางมีท่าทางไม่พอใจมันนอสมากยิ่งขึ้น


“ถวายพระพรเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ   พระองค์หญิงนารินเซีย” เหล่าขุนนางทำความเคารพพร้อมกัน


“ตามสบายเถิดทุกท่าน” นารินเซียตอบพลางเลี่ยงมายืนข้างมาหาสามี “ยินดีที่ได้พบกับท่านอีกครั้งค่ะ   ท่านมันนอส”


“อืม   ขอโทษด้วยที่กลับมาไม่ทันดูในท่านพ่อ” มันนอสตอบด้วยท่าทางเสียมิได้ “บังเอิญธุระที่บ้านข้ามันยุ่งยากก็เลยเสียเวลาแก้ปัญหานานหน่อยน่ะ”


“อย่างนั้นหรือ...” นารินเซียรับคำสีหน้าเศร้า


“นี่!   มาอยู่ในหมู่ขุนนางจะทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยไม่เป็นบ้างหรืออย่างไร!” มันนอสตวาดด้วยน้ำเสียงแผ่ว   แต่ก็มากพอทำให้นารินเซียสะดุ้งโหยงได้ “เป็นถึงเจ้าหญิงแท้ๆ จะมาทำตัวอ่อนแอได้ยังไงกัน   ข้าไม่น่าแต่งงานกับเจ้าเลยจริงๆ   ถ้าตอนนั้นพ่อเจ้าไม่มาเจอเสียก่อนป่านนี้ก็คง...”


“ป่านนี้ก็คงอันใดหรือ   มันนอส!”


คราวนี้เป็นมันนอสเสียเองที่ต้องสะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่ได้ยิน   เพราะน้ำเสียงหวานที่เอ่ยแทรกคำพูดของเขานั้นเปี่ยมด้วยความเย็นชาและเกลียดชังเป็นที่ยิ่ง   ซึ่งมันนอสสามารถจดจำได้ในทันทีเลยว่า อิสตรีนางใดที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น


“พระองค์หญิงนารินย่า...”


ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าหญิงใหญ่ในชุดเต็มยศสีขาวสลับแดงและทอง   ด้านหลังของเธอพรั่งพร้อมด้วยจตุเสนาที่รับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอด   ดวงตาสีแดงที่ทอดมองมันนอสนั้นมีแต่ความเกลียดชังอย่างยิ่งล้น


“คิดไม่ผิดจริงๆ ที่แวะมาดูเจ้าก่อนจะไปห้องเตรียมตัวพิเศษ” เจ้าหญิงใหญ่กล่าวดึงน้องสาวมากอดไว้ “ถ้าไม่มีเจ้าสักคนน้องสาวข้าก็คงจะไม่เสียใจแบบนี้   มันนอส   ข้าล่ะ...อยากจะขยี้เจ้าให้แหลกคามือจริง”


“พระพี่นางอย่าได้ถือสาคำพูดของท่านมันนอสเลยเพคะ” นารินเซียรีบเข้ามาแก้สถานการณ์ “ท่านมันนอนแค่พูดไป...”


“เขาไม่ได้พูดไปเท่านั้นนะ   ดวงตาของมันบอกว่าตั้งใจจะพูดเช่นนั้นจริงๆ”


ดวงตาสีโลหิตตวัดมองมันนอสอีกครั้งด้วยความเกลียดชังอย่างยิ่ง   ทำให้ราชบุตรเขยถึงกับกลืนน้ำลายและถอยหลังหนีไปก้าวใหญ่อย่างหวาดกลัว   ไม่ว่าเมื่อไหร่นัยน์ตาคมกริบดังดวงเนตรมัจจุราชคู่นี้ก็สามารถทำให้เขาหวาดผวาได้ทุกครั้ง   โดยเฉพาะหลังจากที่แต่งงานกับเจ้าหญิงรองผู้อ่อนแอคนนี้แล้ว


นับตั้งแต่วันที่เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสองเจริญวัยขึ้นอย่างงดงาม   ทั้งสองนางก็เป็นที่หมายปองของผู้ชายมากมายทั้งภายในและภายนอกพระราชวัง   พระองค์หนึ่งนั้นครอบครองความสามารถอย่างเปี่ยมล้นจนแทบมิอาจหาขุนนางคนใดมาเทียบได้   ขณะอีกพระองค์ทรงครอบครองความสดใสไร้เดียงสาอันควรค่าแก่การถนอม


ทว่าเหล่าบุรุษก็ทำได้เพียงมีใจใฝ่ปองมิอาจเอื้อมมือคว้าหญิงทั้งสองได้   เพราะนางหนึ่งขึงขังเอาจริงและมักใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบมากกว่าในวัง   ขณะที่อีกนางก็ได้รับการปกป้องจากพระราชบิดาและขุนนางรับใช้ของเจ้าหญิงใหญ่เป็นอย่างดี   จึงไม่ค่อยมีชายหนุ่มคนใดมาทำให้หญิงทั้งสองมีคาวราคีเลยแม้แต่น้อย


แต่ในหมู่คนเหล่านั้น...มันนอสกลับเป็นคนเดียวที่พยายามใกล้ชิดกับนารินเซียมาโดยตลอด   ไม่ว่าเจ้าหญิงน้อยจะเสด็จไปที่ใดทั้งนอกหรือในพระราชวัง   มันนอสก็จะคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่งราวกับหลงใหลนารินเซียเสียเต็มประดา   ทั้งๆ ที่เมื่ออยู่ลับหลังเขาจะเรียกหญิงสาวมากมายมาปรนเปรอความสุขให้ถึงที่คฤหาสน์   นั่นคือเหตุผลที่นารินย่าพยายามให้คนของตนแยกนารินเซียออกห่างจากชายผู้นี้


กระนั้น...ความพยายามของนารินย่ากลับไม่เป็นผล   มันนอสหมดความอดทนและขึ้นหานารินเซียในคืนเดือนมืดเมื่อสองปีก่อน   เขาใช้ความพยายามจนกระทั่งได้พลอดรักกับเจ้าหญิงรองสมใจปรารถนา   ทว่ากษัตริย์ดาริงโทสกลับเสด็จมาพบเข้าเสียก่อนจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น   นารินย่าที่กำลังติดพันศึกถึงกับทิ้งสนามรบมาเพื่อสังหารมันนอสให้ตายคามือ


หากทว่าทุกอย่างกลับต้องพลิกผันไป   เมื่อกษัตริย์ดาริงโทสทรงเลือกปกป้องศักดิ์ศรีของบุตรสาวมากกว่าความตายของมันนอส   ชายหนุ่มจึงได้แต่งงานกับเจ้าหญิงรองท่ามกลางเสียงคัดค้านของนารินย่า   แต่เมื่อเป็นพระบัญชา...เจ้าหญิงใหญ่ก็ไม่อาจขัดอันใดได้   เธอจำต้องก้มหน้ารับและปล่อยให้น้องสาวอยู่กับคนที่เกลียดชังต่อไปเท่านั้น 


และตลอดระยะเวลาการแต่งงานของนารินเซียกับมันนอส   นารินย่ามักได้รับข่าวว่าราชบุตรเขยใช้กำลังรุนแรงและขู่บังคับนารินเซียอยู่หลายครั้ง   ทั้งยังแอบนอกใจน้องสาวของตนเสมอ   เธอจึงเฝ้าหวังว่าสักวันน้องสาวจะหย่าขาดจากผู้ชายสารเลวคนนี้เสียที


ขณะที่ความคิดของนารินย่ากำลังโลดแล่นไปในห้วงภวังค์อย่างดุเดือดนั้น   ทั้งหมดพลันต้องชะงักเมื่อโสตประสาทสดับเสียงบางอย่างได้   นั่นทำให้เธอต้องหันมองโดยรอบด้วยความประหลาดใจทันที


“เป็นอะไรไปหรือเพคะ   พระพี่นาง” นารินเซียถามอย่างเป็นห่วง


“เสียง...” นารินย่าตอบเบาๆ “พี่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง   เป็นเสียงร้องที่ฟังดูคุ้นหูมาก”


“เอ๊ะ!   แต่ในนี้ไม่มีใครส่งเสียงร้องนี่เพคะ” นารินเซียบอกด้วยสีหน้าฉงน


“เปล่า  ไม่ใช่เสียงร้องของคนหรอกน้องพี่   แต่เป็นเสียงร้องของนก...”


“กราบทูลท่านทั้งหลาย   บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วขอเชิญที่ประรำพิธีได้แล้วขอรับ”


มหาดเล็กหนุ่มเข้ามาเชิญเหล่าขุนนางทั้งหลายตามหน้าที่   ทำให้คำพูดของนารินย่าต้องหยุดชะงักลงอย่างเสียมิได้   หญิงสาวถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มลาน้องสาวเบาๆ แล้วแยกออกไปเตรียมตัวอีกห้องตามประเพณี   ขณะที่คนอื่นๆ รีบออกไปประจำที่บนประรำพิธีหน้าจัตุรัสกลางอย่างรวดเร็ว


ตามโบราณราชประเพณีการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์   ซึ่งปฏิบัติกันมาหลังจากที่นกอินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียจากไปนั้น   นักบวชจะกระทำการสวดบูชาทวยเทพให้คุ้มครองราชย์บัลลังก์นาเทเชียเป็นเวลานานสามวัน   ระหว่างนั้นระหว่างนั้นองค์รัชทายาทก็ต้องเก็บตัวอยู่ในวิหารหลวง   เพื่อรักษาศีลและชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ตามระเบียบสงฆ์   พร้อมทั้งอ่านคำบูชาสัตว์อสูรพิทักษ์นครแทนการอัญเชิญมาคัดเลือกผู้นำคนใหม่


หลังจากนั้นก็จะเป็นพิธีทางฝ่ายบ้านเมือง   ซึ่งรัชทายาทจะต้องกล่าวคำสาบานและอ่านกฎสำคัญที่กษัตริย์ถือครองต่อหน้าสภาขุนนางทั้งบุ๋นบู๊   จากนั้นก็ต้องเก็บตัวอยู่ในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษภายใต้การดูแลของทหารราชองครักษ์อย่างแน่นอน   ซึ่งตลอดเวลานั้นจะมีบททดสอบต่างๆ มาทดสอบความสามารถขององค์รัชทายาทโดยตลอด   และในช่วงนี้เองที่หัวหน้านักบวชจะทำการทำนายชนะบ้านเมืองและผู้นำใหม่อีกครั้ง   หากดวงชะตารุ่งโรจน์สามารถนำบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ก็จะสืบทอดบัลลังก์อย่างเป็นทางการ


ในวันนี้...หลังจากที่นารินย่าผ่านบททดสอบต่างๆ มาอย่างหนักหน่วง   และผลการทำนายดวงชะตาของเธอกับบ้านเมืองออกมาว่า เธอจะสามารถนำพานาเทเชียผ่านพ้นวิกฤตใหญ่ที่กำลังจะมาถึงได้   หญิงสาวจะต้องเข้ารับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ   ซึ่งจัดขึ้นต่อหน้าประชาชนนับหมื่นในจัตุรัสกลางเมือง   และนับจากวันนี้ไปเธอก็คือ ราชันแห่งอาณาจักรนาเทเชีย


วงสังคีตประโคมบทเพลง ‘ราชันย์สู่ราชัน’   เป็นสัญญาณบอกให้ปวงชนได้ทราบถึงเวลาอันสำคัญยิ่ง   นักบวชเริ่มการสวดอำนวยพรท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชน   จากนั้นก็อ่านโองการประกาศให้ทุกคนได้ทราบถึงการผลัดแผ่นดิน


“เนื่องด้วยอดีตกษัตริย์ดาริงโทส   เอลเครย์มาส   เรซานโซซิสแห่งนาเทเชียทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย   เจ้าหญิงนารินย่า   เอลเครย์   เรซานโซซิส  ผู้เป็นรัชทายาทจักขึ้นสืบราชสมบัติผ่านบ้าน ผ่านเมือง เป็นมิ่งขวัญแห่งปวงประชาชนต่อจากพระราชบิดาตามสิทธิอันชอบธรรม   ด้วยอำนาจซึ่งข้าได้รับจากทวยเทพขอแต่งตั้งเจ้าหญิงนารินย่า  เอลเครย์   เรซานโซซิสเป็นราชินีแห่งนาเทเชียอย่างเป็นทางการ”


ดนตรีถูกประโคมขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณเชิญเสด็จขององค์รัชทายาท   นารินย่าพร้อมด้วยจตุเสนาทั้งสี่จึงก้าวออกมาตามเส้นทางที่จัดเตรียมไว้สู่สายตาของประชาชนนับหมื่นในจัตุรัสแห่งนั้น   เสียงโห่ร้องแซ่ซ้องในพระบารมีดังกึกก้องทันทีที่เธอปรากฏตัว   หากเจ้าหญิงกลับรับเสียงแห่งยินดีเหล่านั้นด้วยใบหน้านิ่งสนิทเท่านั้น   ทว่ามันก็ฉายความอ่อนโยนขึ้นมาในยามที่ทอดมองน้องสาวบนเก้าอี้กิตติมศักดิ์   ขณะที่เปลี่ยนเป็นความกราดเกรี้ยวชิงชังยามเหลือบเห็นมันนอสนั่งใกล้ตัวของนารินเซีย


แต่ในขณะนั้นเองที่โสตประสาทรับฟังของนารินย่าสดับเสียงประหลาดได้อีกครั้ง   เธอจึงหยุดเดินแล้วหันมองหาที่มาของเสียงนั้นด้วยความสงสัย   เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นช่างคุ้นหูของเธอเป็นยิ่งนัก   หญิงสาวรู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินเสียงร้องนั้นจากที่ไหนมาก่อน   แต่ความทรงจำกลับพร่าเลื่อนเกินกว่าจะนึกออกว่าเคยสดับได้จากแห่งใด   สิ่งเดียวที่สามารถบอกได้คือ มันกำลังเขย่าหัวใจอันมั่นคงของเธอให้หวั่นไหวราวกับผิวน้ำ


“เป็นอะไรหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ” จตุเสนาแก่วัยที่สุดเข้ามากระซิบถาม


“เปล่า   ไม่ได้เป็น...”


นารินย่ากำลังจะตอบห่างก็ต้องเงียบเมื่อได้ยินเสียงร้องนั้นอีกครั้ง   คราวนี้เธอเริ่มจำได้แล้วว่ามันเป็นเสียงร้องของนกอินทรี


“ราคอฟ   เจ้าได้ยินเสียงนกอินทรีร้องมั้ย” เธอถามทันทีนั้น


“มิได้พ่ะย่ะค่ะ   ตอนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งหามีนกอินทรีตัวใดมาบินร่อนอยู่แถวนี้ไม่” ราคอฟตอบพร้อมใบหน้าที่เงยขึ้นมองฟ้าใสของนารินย่า


“นั่นสินะ   ท้องฟ้าใสไร้เมฆ...ไม่มีแม้นกขมิ้นมาโบยบินจักมีนกอินทรีมาส่งเสียงร้องได้ยังไง”


แล้วนารินย่าก็บ่ายหน้าสู่บัลลังก์ทองที่หัวหน้านักบวชกำลังยืนรออยู่อีกครั้ง   ขณะนารินเซียที่มีสีหน้าเป็นห่วงในท่าทางที่เปลี่ยนไปของพี่สาวก็ถอนใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก   โดยมีได้รู้เลยว่าในใจของนารินย่ากำลังสับสนวุ่นวายจากสิ่งใดบ้าง


ในเวลานี้ทุกย่างก้าวที่นำสองเท้าเดินไปเบื้องหน้ากำลังทำให้นารินย่ารู้สึกหนักอึ้ง   แม้จะฝึกฝนตอนเองในฐานะรัชทายาทมาตั้งแต่ยังเด็กจนเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งบุ๋นบู้เยี่ยงชายชาตรี   แต่หัวใจกลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลกับหน้าที่ใหม่ของตนเอง   เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสามารถปกครองประเทศได้เช่นพระราชบิดาหรือไม่   ถ้าหากเธอทำผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง


เจ้าหญิงใหญ่ค่อยๆ ทรุดกายลงต่อหน้าของหัวหน้านักบวช   ซึ่งกำลังทำการสวดอำนวยพรให้เทพเจ้าคุ้มครองราชินีองค์ใหม่   ใบหน้าของเธอฉายความกังวลใจที่มิอาจปิดซ้อนไว้ได้ขึ้นมาเล็กน้อย   เมื่อลองนึกไปถึงวันที่เธอตัดสินใจผิดพลาดทำให้บ้านเมืองต้องเดือดร้อน   นั่นทำให้ความไม่มั่นใจในการเข้ารับตำแหน่งของเธอมีมากยิ่งขึ้น


มงกุฎสีทองอร่ามประดับอัญมณีเพชรสีแดงล้ำค่าถูกยกสูงเหนือศีรษะของนารินย่า   โองการแต่งตั้งราชินีถูกประกาศออกไปอีกครั้ง   เพื่อย่ำเตือนถึงการรับตำแหน่งอย่างชอบธรรมของเจ้าหญิงใหญ่   ทว่าในตอนนั้นเองที่มีเสียงร้องของนกอินทรีดังต้องประสาทการได้ยินของเธออีกครั้ง   และครั้งมันดังกระหึ่มไปทั่วทั้งท้องทำให้หัวหน้านักบวชและปวงประชาต้องชะงักไปในทันทีนั้น


“นี่มัน...เสียงร้องของนกอินทรีที่ข้าได้ยินเมื่อกี้นี่!” นารินย่าร้องลั่น


ดวงตาสีแดงฉานของเธอเคลื่อนขึ้นไปมองบนท้องฟ้าอีกครั้ง   คราวนี้ทุกคนในจัตุรัสต่างก็มองไปในทิศทางเดียวกันด้วยความสงสัยปนตกใจอย่างยิ่ง   เพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงนกอินทรีร้องดังกระหึมก้องจนแผ่นดินสะเทือนเบาๆ เช่นนี้มาก่อนเลย


ไม่นานสายตาของปวงประชาก็ได้เห็นนกสีขาว ปลายปีกเป็นสีทองตัวหนึ่งกำลังถลาร่อนลงมาจากหมู่เมฆ   เป็นเหตุให้พวกเขาต้องชี้ชวนกันให้ดูมันด้วยความสนใจอย่างยิ่ง   จะมีก็เพียงนารินย่าเท่านั้นที่รู้สึกแปลกๆ กับการปรากฏตัวของปักษาสีขาวจากทิศตะวันออกตัวนั้น   ใจหนึ่งของเธอกำลังแล่นโลดด้วยความยินดีเป็นยิ่งนัก   แต่อีกใจกลับกำลังปวดแปลบเพราะเสียงที่ได้ยินเมื่อสักครู่เปี่ยมล้นด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง


และแล้วความสงสัยระคนด้วยความตื่นเต้นของประชาชนก็ต้องเปลี่ยนไป   เมื่อนกสีขาวตัวนั้นเข้ามาใกล้พร้อมกับเผยขนาดร่างกายอันใหญ่โตให้ทุกคนได้เห็น   แต่ด้วยทิศทางและความเร็วที่พุ่งเข้าใส่ประชาชนอย่างมาดร้ายนั้น   ทำให้สัญชาตญาตความเป็นผู้นำของนารินย่าทำงานในบัดดล!


“ยุติพิธีลงชั่วคราว   อพยพประชาชนออกจากจัตุรัสเดี๋ยวนี้   นกนั่นมาร้ายรีบหนีเดี๋ยวนี้!!!”


ว่าที่ราชินีคำรามก้องพร้อมเสียงร้องของนกอินทรีสีขาวตัวเขื่องนั่น   มันตวัดปีกพุ่งทะยานลงมายังฝูงชนที่ยังยืนมองมันอย่างมาดร้าย   เมื่อนั้นเองที่ประชาชนพลันแตกสลายวิ่งหนีจากอสุรกายสีขาวตัวใหญ่ไปคนละทิศคนละทางด้วยความหวาดกลัว   บรรดาขุนนางต่างก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ในห้องรับรองในรั่วพระราชวังกันอย่างลนลาน   มีเพียงนารินเซียคนเดียวเท่านั้นที่ยืนมองพี่สาวอย่างลังเลใจ


เจ้าวิหคยักษ์สะบัดปีกอีกครั้งแล้วร่างก็มาถลาร่อนเหนือเมืองหลวงนาเทเชียอย่างงามสง่า   แต่ขนาดอันใหญ่โตของมันกลับทำให้ประชาชนต้องวิ่งหนีกันด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่ง   เสียงแผดร้องที่ส่งออกมาฟังดูเหมือนกำลังบ่นกับตัวเองว่ากำลังเลือกใครเป็นอาหารของวันนี้   ซึ่งนารินย่าถึงกับหนาวสันหลังวาบเมื่อสังเกตว่า ดวงตาสีทองคำของมันจับจ้องเธอแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น


“พระพี่นาง!!”


นารินเซียส่งเสียงร้องลั่นเมื่อเห็นนกอินทรียักษ์พุ่งมาหาพี่สาวอย่างมาดร้าย   เธอพยายามวิ่งไปเพื่อปกป้องว่าที่ราชินีใหม่ให้พ้นจากอันตราย   แต่นั่นกลับทำให้เจ้าอสุรกายสีขาวสังเกตเห็นเธอและเปลี่ยนทิศทางไปหาอย่างมุ่งมาด   นารินย่าจึงต้องรีบวิ่งเข้าไปขวางทางน้องสาวให้พ้นจากจะงอยปากขนาดยักษ์อย่างไม่คิดเสียดายชีวิต   ซึ่งทันทีที่ร่างของว่าที่ราชินีสาวปรากฏในเส้นทางการบินของมัน   เจ้านกยักษ์ก็เชิดหัวสะบัดปีกกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครา


ทว่าแรงลมแรงที่เกิดจากการกระพือปีกกว้างใหญ่นั้น   กลับผลักร่างของหญิงสาวทั้งสองให้ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกัน    ทั้งยังกระชากมงกุฎทองประดับอัญมณีสีเขียวให้หลุดออกจากศีรษะของนารินเซียอีกด้วย   ซึ่งในตอนนั้นเองที่เจ้านกยักษ์หวนกลับมาคว้ามันเอาไว้ด้วยกรงเล็บขนาดมหึมานั้น   ก่อนจะถลาร่อนลงตรงหน้าบัลลังก์ทองแห่งนาเทเชียที่อยู่เบื้องหลังของเจ้าหญิงทั้งสอง


ถึงตอนนี้นารินย่าก็หันไปมองเจ้าอินทรียักษ์อย่างไม่พอใจอีกครั้ง   แต่กลับต้องตะลึงงันเมื่อได้เห็นร่างของมันกำลังเปล่งแสงและหดเล็กลงอย่างช้าๆ   จนกระทั่งกลายเป็นร่างมนุษย์เพศชายผมยาวสีขาวบริสุทธิ์ทรุดนั่งลงบนบัลลังก์อย่างงามสง่า   และเมื่อแสงสว่างจางหายไป...นารินย่าก็ได้สบเข้ากับดวงตาสีทองคำสว่างฉายแววเย็นชาจนหนาวสันหลังวาบ


“...จ...เจ้าเป็นใคร...” นารินย่าเอ่ยถามอย่างตื่นตะลึง


“นั่นสินะ   ข้าเป็นใครกันหนอ...” ชายคนนั้นตั้งคำถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตอบว่า ‘เป็นคนที่พวกเจ้าเพิ่งข้ามหัวไม่ยอมอัญเชิญมาดูหน้าของว่าที่ราชินีองค์ใหม่ทั้งสอง’ แบบนี้คงจะได้กระมัง”


“หรือว่า...พระพี่นางเพคะ” นารินเซียเงยหน้ามองนารินย่าอย่างหวาดหวั่น


“อืม...หรือว่าท่านคือ ฟราน...” นารินย่าถามต่อไป อ้อมแขนกระชับรอบร่างน้องสาวแน่น “ท่านคือ สัตว์อสูรผู้พิทักษ์อาณาจักรนาเทเชียแห่งนี้”


“ใช่   ข้าคือ ‘ฟราน’ เทวาอสูรแห่งนาเทเชีย” ฟรานตอบด้วยเสียงอันก้องกังวาน


พลันนั้นเอง...คนที่ยังเหลือในจัตุรัสก็หันมามองบุรุษผมขาวบนบัลลังก์ให้เต็มตาอีกครั้ง   เพราะไม่มีใครในอาณาจักรนาเทเชียที่ไม่รู้จักนามของ ‘ฟราน’    สัตว์อสูรผู้เคยปกป้องอาณาจักรรัตนชาติแห่งนี้ให้พ้นจากภัยพาลมานานเกือบหนึ่งพันปี   ทว่าตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีนับจากวันที่เจ้าหญิงทั้งสองทรงประสูตินั้น   ฟรานที่ควรอยู่ในหุบเขาเคเซรัสกลับไม่เคยตอบสนองต่อการอัญเชิญของเหล่านักบวชเลยสักครั้ง  


ดังนั้นข่าวลื่อเกี่ยวกับการกลับมาของฟรานจึงจางหายไปตามกาลเวลา   แม้แต่ในพระราชวังเองก็ยังแทบไม่มีการกล่าวถึงเขากันบ่อยนัก   แต่วันนี้...สัตว์อสูรตนนั้นได้กลับมาอีกครั้ง...และนั่งบนบัลลังก์เบื้องหน้าของทายาทแห่งกษัตริย์ดาริงโทสทั้งสองนาง


“พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะข้ามหัวท่านแต่อย่างใด”


นารินย่าเป็นตัวแทนปฏิเสธแก้ตัวให้แก่ทุกคน   ขณะที่เหล่าขุนนางและปวงชนเริ่มก้าวออกมาหมอบกราบราวกับจะวอนขอชีวิตจากฟราน   นารินเซียเองก็กอดพี่สาวแน่นด้วยความหวาดกลัวเช่นเดียวกัน


“แต่ตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยตอบสนองต่อการอัญเชิญของนักบวชเลยสักครั้งนี่คะ   พวกเราจึงคิดกันไปว่า...”


“นั่นมันเป็นความคิดไปเองของพวกเจ้า   ไม่ใช่ข้าไม่เคยตอบสนองต่อโลกภายนอกนะ   ข้าเคยตอบสนองมาแล้วในวันที่พวกเจ้าเกิดขึ้นมา” ฟรานชี้ไปยังเจ้าหญิงทั้งสอง “เสียงร้องไห้ของพวกเจ้าเรียกให้ข้ากลับมาจากโลกแห่งความตาย   ข้าจึงเนรมิตการแสดงที่งดงามขึ้นในคืนนั้น   และการที่ข้าไม่ปรากฏตัวตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีก็เพราะมีเหตุผล...”


บุรุษผมขาวเว้นช่วงคำพูดของตนมาพินิจมองมงกุฎของนารินเซียในมือ   ซึ่งท่าทางเหมือนโกรธเคืองของเขาทำให้คนทั้งหลายต้องหวั่นใจนัก   มีเพียงนารินย่าเท่านั้นที่ยังใจกล้ามองหน้าฟรานอย่างตรงไปตรงมา


“แต่วันนี้ข้ามีเหตุผลให้ต้องปรากฏตัว   เพราะนับจากวันที่ดาริงโทสจากไปกลับไม่ใครคิดอัญเชิญข้าเลยสักครั้ง”


ดวงตาสีทองตวัดมองหัวหน้านักบวชที่ยืนอึ้งกับการปรากฏตัวของเขาอย่างเกรี้ยวกราด   ทำให้อีกฝ่ายต้องรีบทรุดหมอบกราบรอรับอาญาด้วยความพรั่นพรึง


“ท่านโทษเราไม่ได้   เพราะท่านไม่เคยตอบสนองอันใดเลยมาตลอดสิบเก้าปี   พวกนักบวชจึงไม่กล้าอัญเชิญท่านอีก” นารินย่ารีบแทรกเพื่อเบนความสนใจฟรานมาหาตอน


“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะบอกว่าเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นหรือ” ฟรานสวนคำถามกลับทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะอึก “ตัวข้าเองก็มีเรื่องให้ต้องสะสางหลังหายไปหลายร้อยปี   ในขณะเดียวกับข้าก็ต้อง...”


เสียงของฟรานขาดหายไปในประโยคสุดท้าย   แต่สายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องที่นารินย่าอย่างมุ่งมาด   แววแห่งความปรารถนาบางอย่างที่ฉายในดวงตาสีทองคู่นั้น   ทำให้นารินย่าต้องดึงนารินเซียมาหลบเบื้องหลัง   ทว่าฟรานก็หยัดตัวลุกขึ้นจากบัลลังก์เดินตรงมาหาพวกเธอช้าๆ   ซึ่งเจ้าหญิงใหญ่พยายามคาดการณ์ให้ได้ว่า เขาจะทำสิ่งใดต่อไป


“เรื่องของข้าช่างมันก่อนก็แล้วกัน   เพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่” ฟรานยื่นมือไปให้นารินย่า “ลุกขึ้นสิ   ข้าจะได้ทำการคัดเลือกราชินีองค์ใหม่ของนาเทเชียเสียที”


“...ด...เดี๋ยวก่อนสิคะ   นาเทเชียมีว่าที่ราชินีใหม่แล้วนี่คะ” นารินเซียโพล่งขึ้น “ตามคำสั่งเสียของท่านพ่อบัลลังก์จะต้องสืบทอดตามสายเลือด”


“แต่สายเลือดของเขาก็มีผู้สืบทอดถึงสองคนไม่ใช่หรือ”


ฟรานถามด้วยสีหน้าเป็นต่อแล้วคว้าข้อมือฉุดให้นารินย่ายืนขึ้น   จากนั้นเอื้อมมือไปหมายเช็ดน้ำตาของนารินเซีย   แต่เจ้าหญิงใหญ่กลับเข้ามาขวางแล้วมองหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์


“คำพูดของท่านเมื่อสักครู่หมายความว่าอย่างไรกัน” นารินย่าถามเสียงเข้ม


แต่สายตากลับสื่อว่าอย่าแตะต้องน้องสาวของเธอเป็นอันขาด   ซึ่งฟรานยินยอมถอยออกไปตามต้องการ


“หมายความว่า เจ้าทั้งสองคนมีสิทธิได้สืบทอดบัลลังก์เหมือนกันอย่างไรล่ะ” ฟรานบอกพลางยิ้มให้อย่างท้าทาย


“แต่พระพี่นางทรงมีชะตากรรม...” นารินเซียที่แอบหลังพี่สาวอยู่พยายามแย้ง


“พวกนักบวชมองดูชะตากรรมก็ได้เพียงเศษเสี้ยวของลิขิตฟ้าทั้งหมด   ต่างจากข้าที่ได้เห็นทุกอย่างตั้งแต่พวกเจ้าเกิดจนกระทั่งพวกเจ้าตาย” ฟรานกล่าวพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ “ความจริงข้าไม่ได้อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งราชินีมากนักหรอก   แต่เพราะบัดนี้มีราชินีที่มีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ถึงสององค์ในบัลลังก์เดียวกัน   ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่นาเทเชียจะหวนคืนสู่ประเพณีดั้งเดิม”


ร่างสูงค่อยๆ เดินวนรอบร่างของเจ้าหญิงทั้งสองอย่างช้าๆ   ขณะเสียงฮือฮาของประชาชนเริ่มดังกระหึมขึ้นเรื่อยๆ   หลังจากที่ได้ยินคำพูดอันบ่งบอกว่า ฟรานจะเป็นผู้เลือกราชินีแห่งนาเทเชียองค์ใหม่ด้วยตนเอง   พวกเขาจึงพากันยืนขึ้นมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยสายตาลุ้นระทึก   ต่างจากนารินย่าที่จ้องมองท่าทางหยิ่งยะโสโอหังของฟรานอย่างแข็งกร้าว   พร้อมกับปกป้องน้องสาวที่กำลังแอบหลังหลบสายตาของสัตว์อสูรด้วยความหวาดกลัว


เมื่อได้เห็นสองปฏิกิริยาที่มาจากนิสัยอันแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของสองสตรีตรงหน้า   ฟรานก็คลี่ยิ้มบนออกมาบางๆ ด้วยสองความรู้สึก   หนึ่งคือ ชมชอบความเข้มแข็งและแข็งกร้าวในดวงตาสีแดงของพี่สาว   แต่เย้ยหยันความอ่อนแอที่แสดงอยู่ในนัยน์ตาสีเขียวของน้องสาว   ซึ่งดูไม่เหมือนคนที่มีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย   ทว่าที่สุดแล้วเขาจะเหลือเจ้าองค์ใดขึ้นเป็นราชินีองค์ใหม่กันแน่


“ตามคำทำนายที่ข้าเคยได้กล่าวเอาไว้เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน ‘หนึ่งในสองหญิงสาวนัยน์ตาต่างสีกันจะเป็นเจ้าของข้าไปตลอดกาล’  บัดนี้คนผู้นั้นได้ยืนอยู่ต่อหน้าข้าแล้ว”


“ท่านฟราน   ข้าไม่ได้อยากขัดการระลึกถึงอดีตอันน่าสุนทรีย์ของท่านหรอกนะ” นารินย่าเอ่ยแทรกทำให้ฟรานเหลียวมอง “แต่ว่าประชาชนกำลังรอคอยท่านอยู่”


“ใจเย็นๆ   สาวน้อย   ข้ากำลังจะเลือกเดี๋ยวนี้แล้ว” ฟรานพูดอย่างมีลีลา


เขายื่นมือไปไล้นวลแก้มผ่องของนารินย่าอย่างนุ่มนวล   แต่หญิงสาวสะบัดหน้าหนีอย่างไม่พอใจ   ฟรานจึงเอื้อมมือไปกระชากเธอออกห่างจากน้องสาวในทันทีนั้น


“จะทำอะไรข้า   ปล่อยนะ!!” หญิงสาวตาสีแดงร้องลั่นพลางดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม “ข้าบอกว่าให้ปล่อยยังไงล่ะ!”


“จะอยู่ห่างจากน้องสาวสักวินาทีไม่ได้หรือยังไงกัน   เจ้าช่างดุร้ายจนข้าอยากลิ้มรสเสียแล้วสิ”


ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าหากยังก้มลงใบหน้ามาหานารินย่าช้าๆ   ทำให้เจ้าหญิงใหญ่ต้องหวดมือใส่แก้มของเขาอย่างกริ้วโกรธ   แต่ฝ่ามือแห่งความพิโรธกลับถูกฟรานหยุดเอาไว้แล้วจับล็อคไว้ด้านหลัง   จากนั้นเขาก็ครอบครองเรียวปากอิ่มของหญิงสาวเอาไว้ด้วยริมฝีปากของตนเอง


คนทุกผู้...โดยเฉพาะนารินเซียถึงกับตะลึงเมื่อได้เห็นการกระทำอันกล้าหาญของฟราน   เพราะแผ่นดินนี้ไม่เคยมีใครคิดกล้าจาบจ้วงศักดิ์ศรีของนารินย่าถึงเพียงนี้   นารินย่าพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนของฟรานให้จงได้   แต่คีมกล้ามเนื้อกลับรัดรอบรองของเธอแน่นไม่ยอมขยับ   ริมฝีปากที่กำลังละเลียดความไม่รู้เดียงสาในรสรักกำลังบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอให้หดหาย   และเมื่อสามารถตรึงเธอให้นิ่งงันได้...เทวาอสูรผมขาวก็ยอมถอนริมฝีปากออกไป


“ยอมสงบจนได้นะ” เขาพูดทำให้หญิงสาวหน้าแดงกล่ำ “แต่ตอนนี้นาเทเชียมีราชินีพระองค์ใหม่แล้ว   และเธอก็คือ...นารินเซีย...”


สิ้นคำประกาศนามอันน่าตะลึงของราชินีองค์ใหม่แห่งนาเทเชีย   ฟรานก็เอามงกุฎที่ถือเอาไว้ตลอดเวลาประดับลงบนศีรษะของเจ้าหญิงรอง   ท่ามกลางความตกใจของคนทุกคนที่อยู่ในจัตุรัสกลางเมืองนั้น   เนื่องจากมันเป็นการได้รับคัดเลือกอย่างมิได้คาดหมายของใครทั้งสิ้น


“ข้าหรือ...ได้เป็น...ราชินี...” นารินเซียถามเสียงสั่น


“ใช่   เจ้าคือ ราชินี” ฟรานตอบพลางกอดกระชับนารินย่าแน่นขึ้น “หลังจากนี้เจ้าจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีนะ   ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง”


“เฮ้!   ภรรยาข้าได้เป็นราชินี   ภรรยาของข้า!!!”


มันนอสที่แอบมองเหตุการณ์จากห้องห้องรับรองวิ่งออกมากอดนารินเซียอย่างยินดียิ่ง   ก่อนจะประชาชนในจัตุรัสโห่ร้องยินดีให้แก่ราชินีพระองค์ใหม่   ขณะที่เหล่าขุนนางต่างก็พร้อมใจกันค้อมกายถวายพระพรให้แก่นารินเซียอย่างอ่อนน้อม   เพราะพวกเขาไม่มีทางคัดค้านผลการคัดเลือกราชินีของเทวาอสูรได้อย่างเด็ดขาด   เสียงดนตรีถูกประโคมแสดงความยินดีให้แก่ ‘ราชินีนารินเซีย’ อย่างสนุกสนาน


ทว่าหญิงสาวนัยน์ตาสีเขียวที่ถูกสามีนำพาไปพบกับขุนนางต่างๆ กลับมีสีหน้ากังวลใจ   ดุจเดียวกับนารินย่าที่แม้ใจหนึ่งจะโล่งอกที่ตำแหน่งใหญ่หลุดพ้นจากตัวเอง   แต่เธอก็ยังมองแผ่นหลังบอบบางของน้องสาวด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา   ก่อนจะรู้สึกถึงมือที่ยังโอบกระชับรอบเอวบางอยู่ของฟราน   เธอจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่หายไปแล้วสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง


“ปล่อยนะ   ท่านเลวมากที่ทำกับข้าแบบนี้” นารินย่าตวาดเบาๆ พร้อมมองมันนอสด้วยความรังเกียจ


“เลวที่ข้าจูบเจ้าหรือทำให้เจ้าเสียตำแหน่งราชินีกันล่ะ” ฟรานย้อนถาม  น้ำเสียงฟังดูขบขัน


“สำหรับข้าจะได้ตำแหน่งราชินีหรือไม่...ไม่สำคัญ   ขอเพียงให้ข้าได้มีโอกาสได้ทำเพื่อแผ่นดินเท่านั้นก็พอ” นารินย่ากล่าวพร้อมกับเดินเลี่ยงมา “ยิ่งนารินเซียได้เป็นราชินีเช่นนี้   ข้าก็ยิ่งต้องทุ่มเททุกสิ่งที่มาเพื่อช่วยเหลือเธอ”


“เดี๋ยวก่อน...ผู้ชายผมสีแดง ตาสีเหลือง ที่มากอดนารินเซียเมื่อกี้นี้เป็นใคร” ฟรานรั้งแขนเธอกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง “ข้าพยายามนึกชื่อมันมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว   แต่มันกลับไม่น่าใส่ใจจนข้าลืมสนิท”


“มันนอส   วัลเซเมียสเป็นสามีของนารินเซีย” นารินย่าตอบพลางเอามือยันอกเขาไว้ “มันเป็นคนน่ารังเกียจเหมือนกับท่านไม่มีผิด   ปล่อยข้านะ!”


“อย่างนั้นเหรอ   เมื่อเจ้าลองพูดว่ามันน่ารังเกียจก็เชื่อล่ะนะ” ฟรานกล่าวอย่างไม่สนใจแรงดิ้นรนในอ้อมแขนเลยสักนิด “ดวงตาของเจ้าหมอนั่นมีแต่ความเจ้าเล่ห์   ทะเยอทะยาน   และมักใหญ่ใฝ่สูง   ไม่ควรค่าที่จะเป็นสามีของนารินเซียที่สุด...จริงสิ...”


สัตว์อสูรหนุ่มเว้นหันกลับมามองนารินย่าอีกครั้ง   คราวนี้ดวงตาสีทองคำฉายความกระหยิ่มใจเสียจนนารินย่าต้องรีบถอยห่าง   แต่วงแขนของเขากลับยิ่งกระชับเธอเข้าไปรับรอยจูบที่กดย้ำลงมาอีกครั้ง...พร้อมคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา


“ข้าลืมบอกเจ้าไปว่า ตัวเจ้ามีชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าน้องสาวมากนัก   มันเป็นชะตากรรมที่เจ้าจะต้องต่อสู้และดิ้นรนให้ไปถึงยังจุดสูงสุด   ซึ่งเจ้าจะต้องสู้อย่างสุดกำลัง...อย่าได้ถอยหนีเป็นอันขาด!”


++++

TBC

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อุ๊ย..พระเอกแบบนี้อ่ะ..ช๊อบๆ..เอะอะก็จูบ อิอิ

กำลังสงสัยอยู่เชียวว่าทำไมถึงเลือกนารินเซียให้เป็นราชินี

เค้ามีเหตุผลของเค้านี่เอง..อยากอ่านต่อละ..

คาใจมั๊กๆ..อยากรู้เรื่องราวต่อไปจะเป็นไง..ปล่อยไว้นานเดี๋ยวลืมเนื้อเรื่อง 555+

ปล. เจ้ามันนอสนี่มันน่าชังจริงๆเลยอ่ะ..

#1 By Yasu" on 2009-01-26 18:23

ไม่ปล่อยไว้นานหรอกค่า ^0^ (คิดว่านะ)

เพราะเรื่องนี้อยู่ในช่วงปั่นหมายเลย 1 เลยทีเดียว (เพราะต้นฉบับหมดสต็อกแล้ว จำต้องปั่นสะสมอย่างเร่งด่วน)

ปล.เกลียดมันนอสเหมือนกันเลยค่ะ พี่ขา กร๊ากๆ เขียนเองเกลียดเองเป็นด้วย อิอิ

#2 By keiseisang on 2009-01-26 18:47