โลหิตนี้สดุดีแด่แผ่นดิน
posted on 26 Jan 2009 19:09 by keiseisang in MyShortStory
โลหิตนี้สดุดีแด่แผ่นดิน
วันวานผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอรู้ตัวและหันกลับมามองรอบกายของตัวเองอีกครั้งทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ทุกสิ่งที่เคยยุ่งเหยิงจนเหมือนกับพายุสงบนิ่งลงดุจฟ้าหลังฝนที่เงียบ แม้แต่ห้องนอนที่เคยยุ่งเหยิงกราดเกลื่อนด้วยหนังสือมากมาย ผนังที่เต็มไปด้วยผ้าแขวนและเสื้อผ้าจนเต็มพื้นที่ทุกด้าน โต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ทุกส่วนที่ว่างจะมีเอกสารวางจนเต็มพื้นที่
บัดนี้ทั้งหมดนั้นหายหมดแล้ว ห้องทั้งห้องได้รับการเก็บกวาดเรียบร้อย และปิดคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวแกมเหลือง ทุกอย่างเปลี่ยนไปแม้แต่คอมพิวเตอร์แล๊บท้อป ซึ่งห่ออยู่ในซองพลาสติกวางอยู่บนโต๊ะคลุมผ้าตัวหนึ่งอย่างสงบ คอมพิวเตอร์แล็บท้อปที่เปื้อนด้วยดวงเลือดที่เคยสาดกระเซ็นฉาบฉาน มันในวันที่แสนน่ากลัวนั้น
ฉันหยิบคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเครื่องนั้นมาแล้วมานั่งที่เตียงนอนที่คลุมผ้าเอาไว้ ก่อนที่จะเปิดซองพลาสติกออกดึงเอาคอมพิวเตอร์กำลังสูงเครื่องบางออกมา มันยังสามารถใช้งานได้อยู่เพราะเลือดทำความเสียดายกับเครื่องน้อยมากจนถึงแทบจะไม่มีอะไรภายในเสียหายเลยก็ว่าได้
แต่ว่าภาพบรรยากาศเก่าๆ ที่ฉันเคยเป็นในอดีตกลับปรากฏขึ้นมา เมื่อได้เห็นความทรงจำสุดท้ายที่คอมพิวเตอร์แล็บท้อปนี้บันทึกเอาไว้ ภาพของเด็กสาวที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อบอกให้ทุกคนได้รู้ ว่าฉันสามารถที่จะทำสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าท้าทายที่สุดได้
เอาชนะสิ่งที่คนทั้งหลายบอกว่า เด็กสาวธรรมดาจากสังคมธรรมดาทำไม่ได้ แม้ว่าจะต้องเจ็บปวด และใช่เวลานานมากมายเพียงไหน แต่ฉันก็ใช่ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าผลักดันตัวเองมาจนถึงจุดสูงสุดของชีวิต
จุดที่ฉันเลือกที่จะก้าวเข้ามา เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กสาวอย่างฉันเองก็ทำได้ เส้นทางที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะกล้าเลือกและจะกล้าอนุญาตให้ฉันได้ก้าวเดิน เส้นทางที่จะต้องเดินบนสนามรบที่อาบด้วยเลือดในฐานะของ ‘แพทย์ทหารแนวหน้า’
นับตั้งแต่เรียนจบมาฉันเข้าร่วมสงครามในประเทศต่างๆ มามากมาย ทั้งในฐานะของแพทย์ทหารแนวหน้าตามคำสั่งของกองทัพและในฐานะของแพทย์อาสาสมัคร พบเจอกับเรื่องต่างๆ มากมายที่เข้ามาในห้วงชีวิตทั้งดีและร้ายเสี่ยงอันตรายมานับไม่ถ้วน
ทุกภารกิจที่ทำไม่เคยลบเลือนหายไปจากจิตใจของฉันเลยแม้แต่ภารกิจเดียว...
ทว่ากลับมีภารกิจหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในใจของฉันไม่จางหาย กลับเป็นเรื่องที่เกิดในประเทศของตัวเอง ประเทศที่เกิดและเติบโตขึ้นมา ประเทศที่ฉันก้าวเดินมาพร้อมกับความทะเยอทะยานจนมาถึงจุดนี้ ประเทศที่ฉันต้องกลับพบเจอกับความเจ็บปวดยิ่งกว่าสงครามใดๆ
แผ่นดินถิ่นแดนใต้ที่แสนงดงาม ซึ่งเคยครอบครองใจของฉันมาก่อนนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนที่แดงฉานไปด้วยโลหิตของสหายร่วมดินแดนที่กระเดื่องกระด้างทำร้ายแดนดินของตัวเอง
ฉันแทบไม่เคยคิดเลยว่า ดินแดนแสนสงบนั้นจะกลายเป็นดินแดนร้อนดังเพลิงเผา การฆ่ารายวันเกิดขึ้นไม่มีหยุดหย่อน พร้อมกับความหวาดผวาที่เกิดขึ้นกับคนทั้งหลายอย่างไม่จบสิ้น
หมู่มวลประชาทั้งหลายก็ภาวนาให้ความเลวร้ายนั้นจบลง เพื่อสันติสุขของประชาชนทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือ ‘ฉัน’ ซึ่งบินกลับมาจากอิรัก เพื่อลงพื้นราชการในสามจังหวัดภาคใต้ตามคำสั่งที่ได้รับ
ฉันวางมือลงบนคอมพิวเตอร์แล็บท้อปและหลับตาลงพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งรินลงมา ความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจเกิดขึ้นมาพร้อมกันจนยากที่จะเก็บซ่อนเอาไว้ได้ ความเจ็บปวดที่นำพาฉันมาพบกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในตอนนี้
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในค่ำคืนพระจันทร์กระจ่างกลางฟ้านั้น...
.................................................
วันนั้นเป็นวันที่ฉันลงพื้นที่ราชการไปแล้วเป็นเวลาสองเดือนเศษ ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แพทย์ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่บาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ประสงค์ร้ายต่อแผ่นดิน รวมทั้งทำหน้าที่รักษาชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย
มันวันที่ว่างผิดปกติสำหรับฉัน เพราะแทบจะไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ หรือแม้แต่ชาวบ้านป่วยเข้ามาหาเลย ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดเอะใจเลยสักนิด คิดเพียงว่า เป็นวันที่เหมาะแก่การพักผ่อนร่างกายที่อ่อนล้าจากทำงานแทบไม่มีวันหยุดเท่านั้น
ทั้งเมื่อคืนนี้ยังมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นอีกแถมไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียดฉันจึงเลือกที่จะมานั่งพักหลบมุมอยู่ที่หน้าต่างบานหนึ่งของกองอนามัยประจำเขตพื้นที่ และหลับไปโดยที่ไม่ได้คิดใส่ใจอะไรอีกต่อไป
“แฮ่!”
“ว้าย!”
เสียงแหบห้าวของผู้ชายที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันตกใจจนแทบผลัดตกลงจากขอบหน้าต่าง ซึ่งสูงจากพื้นอย่างน้อยสิบแปดฟุตสู่พื้นเบื้องล่าง แต่ว่ามือใหญ่เหมือนกับคีมที่แข็งแรงก็คว้าแขนของฉันเอาไว้เสียก่อน เพราะแรงที่มีมากมายเจ้าของมือก็ฉุดฉันลงมาจากขอบหน้าต่างได้อย่างง่ายดาย
แล้วฉันจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของทหารหนุ่มในเครื่องแบบซึ่งสูงกว่าเกือบฟุต ดวงตาที่อ่อนคู่นั้นกำลังจ้องมองฉันด้วยสายตาสนุกๆ
“อยากตกลงไปตายหรือยังไงน่ะ ห๊ะ!” เขาว่า “ไปหลับที่ขอบหน้าต่างนั่นได้ยังไงกัน”
“คุณนั้นแหละที่จะทำให้ฉันตกลงไปตายน่ะ” ฉันต่อว่าเขา “มีธุระอะไรไม่ทราบยะถึงมาที่นี่น่ะ”
“มาล้างแผลไงล่ะ คุณหมอจอมเฮี้ยบ” เขาตอบ “คุณบอกให้มาทุกวันเองนะลืมแล้วหรือไง”
“อืม ทำนองนั้นแหละ ถอดเสื้อเครื่องแบบออกแล้วไปนั่งรอที่เก้าอี้ในห้องตรวจโน่น แล้วปืนนั้นน่ะเอาไปวางไกลๆ ไม่งั้นหายไม่รู้ด้วยนะ”
“ถ้าหายผมจะสงสัยคุณคนแรกเลยล่ะ”
เขาว่าแล้วเดินเข้าไปในห้องตรวจรักษาตามที่ฉันสั่ง โดยที่ไม่คิดจะวางปืนเอ็มสิบหกประจำตัวห่างกายเลยแม้แต่น้อย
ชายคนนี้มีชื่อว่า ‘เอก’ นายทหารยศร้อยเอกเป็นหัวหน้าชุดทหารตำรวจรับผิดชอบพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด เขาเป็นผู้ชายที่ทุ่มเทกับงานที่ทำมาก ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาเลยแม้แต่น้อย
ฉันเคยได้ยินเรื่องของเขาจากลูกน้องว่า เขาเป็นคนที่เงียบขรึมมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ชอบยั่วให้ฉันโมโหอยู่เรื่อยๆ เขามาที่นี่ในฐานะของคนไข้ของฉันได้สองสามวันแล้ว หลังจากบาดเจ็บที่สีข้างด้านซ้าย
ต้องยอมรับเขาในเรื่องหน้าที่การงานและความดื้อรั้นเข้าขั้นเอาแต่ใจของเขา เพราะหลังจากที่แอดมิดเข้าโรงพยาบาลในตัวเมืองแค่สองวัน เขาก็ออกจากโรงพยาบาลมาทำหน้าที่ในสนามรบสีเลือดนี้ แน่นอนว่าเคสของเขาก็โอนมาอยู่กับฉันตามระเบียบ เป็นนายทหารที่เอาแต่ใจเสียจริงๆ
ในห้องตรวจรักษาฉันล้างแผลเย็บเกือบสิบเข็มที่สีข้างของทหารหนุ่มอย่างเบามือ ในใจนึกสงสัยว่า ทำไมเขาถึงยังสามารถเคลื่อนไหวเต็มที่ได้ยังไง เมื่อมีแผลยาวแบบนี้อยู่ที่สีข้างอย่างนี้ ฉันเงยหน้ามองสีหน้าเขาซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ถูกยาแอลกอฮอล์ล้างแผลมีฤทธิ์เย็นแสบสัมผัสแผลที่ยังสดอยู่
ก่อนสายตาจะเลื่อนไปตามร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นของเขา ฉันเข้าใจได้อย่างดีเขาต้องเจอเรื่องร้ายมากมายกว่าจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้ได้ แต่การที่เขาไม่ละทิ้งหน้าที่ซึ่งมีคนจำนวนน้อยที่กล้าอาสานี้ไป ก็ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งสมกับคำเล่าลือกันมาจริงๆ
แต่แม้ชื่นชมมากเพียงไหนระยะห่างก็ควรมี...
“เอ้า! เสร็จแล้ว” ฉันบอกเขาหลังจากที่ผูกปมผ้าพันแผลที่เอวเขาแน่นแล้ว “ที่นี่จะกลับไปทำอะไรก็ไป แต่อย่าไปลุยดินลุยโคลนมากนักล่ะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อเอา”
หลังจากที่พูดจบประโยคฉันก็โบกมือไล่เขาออกไปจากห้องตรวจรักษา และหันมาเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงอ่างน้ำฆ่าเชื้อ เพื่อเตรียมฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์เพื่อนำกลับมาใช้ในครั้งต่อไป แล้วเก็บกวาดเศษผ้าพันแผลและผ้าก็อตปิดแผลสกปีกลงถังขยะ
ฉันทำทุกอย่างอย่างถูกต้องตามกฎสุขอนามัย เพราะคิดว่าเอกกลับไปแล้วจึงหันหลังกลับเพื่ออกจากห้อง แต่กลับต้องประหลาดใจ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างของนายทหารหนุ่มผู้คุ้นเคย
“เมื่อคืนนี้ผมรับแจ้งมาว่า มีการเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดไม่ห่างจากกองอนามัยนี่เท่าไหร่ คงไม่มีใครที่บาดเจ็บเข้ามาหรอกนะ ชาวบ้านทั้งหลายกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านกันอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับนิ่ง
“ไม่มีใครเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว” ฉันเข้าใจแล้วทำไมชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ถึงไม่เข้ามา ป่านนี้พวกเจ้าหน้าที่คงจะปฏิบัติหน้ากันอยู่เป็นแน่ แต่กระนั้นเอกก็ยังสละเวลาอันมีค่ามาที่นี่เพื่อล้างแผลตามที่ฉันบอก
“อย่างนั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ” เอกว่าเขาสะพายปืนขึ้นไหล่อีกครั้ง “เพราะต่อไปพวกเจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็จะไม่มาที่กองอนามัยนี้อีกแล้ว”
“หมายความว่ายังไง ทำไมชาวบ้านจะไม่มาที่นี่อีก” ฉันดึงแขนเขาเอาไว้ “คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ ไม่อย่างนั้นคุณก็ออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
“เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้มันใกล้กับกองอนามัยนี้มาก ผมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นในพื้นที่จึงเสนอรายงาน ขอให้กองอำนวยการย้ายคุณออกไปจากพื้นที่ อีกเดี๋ยวก็จะมีหมายคำสั่งลงมาจากกองอำนวยการ คุณเคยรับคำสั่งทางไหนก็ไปรอจากรับจากทางนั้นแล้วกัน”
คำพูดประโยคนั้นทำให้ฉันแทบสิ้นสติ ฉันรีบวิ่งออกจากห้องตรวจรักษาไปที่ห้องพักส่วนตัวซึ่งอยู่ที่ปลายสุดทางเดินทิศใต้
ในห้องนั้นฉันเปิดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเครื่องเก่ง ซึ่งพกไปด้วยทุกทีออกมาจากกระเป๋าแล้วรีบเชื่อมต่อระบบเน็ตทันที หลายๆ ครั้งที่ฉันจะรับคำสั่งจากระบบจดหมายอิเล็คทรอนิคเพื่อความปลอดภัย
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกล่องจดหมายเข้าคือ อีเมลล์จากกองอำนวยการ เมื่อเปิดออกอ่านก็พบว่า มันเป็นหนังสือราชการที่แนบไฟล์ลงมา หนังสือคำลั่งย้ายฉันกลับต้นสังกัดที่กรุงเทพภายในเที่ยงคืนวันนี้ หนังสือคำสั่งที่เป็นเหมือนกับคำตัดสินประหารฉันทั้งเป็น
“นี่คุณจะไปไหนน่ะ”
เสียงของเอกดังตามหลังมาในตอนที่ฉันวิ่งลงมาที่รถจิ๊บของกองอนามัย
“จะไปกองอำนวยการ ฉันจะไม่ยอมย้ายไปไหนเด็ดขาด” ฉันบอกและเหวี่ยงตัวขึ้นรถก่อนที่จะขับออกมาโดยไม่รอให้เอกตามมาทัน
ฉันในตอนนั้นมีเพียงความโกรธที่อยู่ๆ ก็ถูกย้ายออกจากพื้นที่โดยไม่รู้ตัว ความโกรธยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รู้ว่าเอกและพวกเป็นคนเสนอชื่อของฉัน เขาเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงยุ่งเรื่องไม่เข้าเรื่อง
การจะออกจากพื้นที่หรือไม่มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉัน ฉันเลือกที่จะลงพื้นที่นี้เอง ฉันก็จะออกไปจากที่นี่เมื่อถึงเวลาที่ต้องไป ทำไมถึงต้องมาขัดขวางฉันจากสิ่งที่กำลังทุ่มเททำด้วย!
เมื่อมาถึงกองอำนวยการ จุดศูนย์รวมการบัญชาการเกือบทั้งหมดของจังหวัด ฉันลงจากรถระบายความโกรธในตอนที่เหวี่ยงประตูปิดเข้าที่เก่า แล้วเดินย่ำเท้าโครมครามขึ้นไปบนกองอำนวยการในสภาพที่พร้อมจะระเบิดออกมาตลอดเวลา
คนบนอาคารต่างก็หลบทางให้ทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากขวางพายุหมุนอารมณ์เต็มกำลังของฉันเลยแม้แต่คนเดียว
ในที่สุดฉันก็หยุดลงที่หน้าห้องผู้อำนวยการศูนย์นี้แล้วเคาะประตูด้วยแรงอารมณ์
“ท่านคะ ฉันร้อยโทหญิงศิริกานต์มาขอพบค่ะ” ฉันพูดทันทีหลังจากสิ้นเสียงเคาะประตูนั้น
“เข้ามาสิ” เสียงชายวัยกลางคนดังตอบกลับมา
ฉันเปิดเข้าไปในห้องนั้นแล้วเดินไปหยุดลงที่หน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของผอ.วัยชรา ชายคนนั้นเหมือนกับว่ากำลังรอคอยการมาของฉันอยู่ สองมือของเขาประสานกันแน่นและมองฉันด้วยสายตาเด็ดขาดกว่าที่แล้วมา
เขากำลังแสดงอำนาจซึ่งมีเหนือกว่าฉันอย่างเต็มที่ แต่ฉันปฏิเสธที่จะกลัวในอำนาจนั้นและมองจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“คิดแล้วสินะคะว่าฉันจะมา” ฉันถามก่อน
“ใช่แล้ว ฉันเดาเอาไว้แล้ว” ผอ.ตอบ น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท “ฉันขอบอกว่า ฉันยืนยันคำเดิมของตัวเอง เธอจะต้องออกจากพื้นที่อันตรายนั่นภายในเที่ยงคืนวันนี้ เฮลิคอปเตอร์จากต้นสังกัดจะมารับเธอที่นี่”
“แต่ว่าฉันยังมีความสามารถมากพอที่จะอยู่ในพื้นที่นะคะ” ฉันบอก “ฉันเลือกเองที่จะลงพื้นที่นี้ ฉันก็จะออกจากพื้นที่ด้วยตัวเอง”
“ออกไปพร้อมกับธงที่ปิดร่างอย่างนั้นเหรอ ร้อยโท!” ผอ.ขึ้นเสียงเด็ดขาด
ฉันแน่นิ่งหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น ความลังเลที่จะตอบคำถามของผอ. เกิดขึ้น ฉันจึงไตร่ตรองหาคำตอบที่ดีพอจะตอบคำถาม ขณะสายตายังคงจ้องมองดวงตาเด็ดขาดตรงหน้าตลอดเวลา
แต่กว่าที่ฉันจะสามารถหาคำตอบที่ดีพอ อารมณ์ของฉันก็สงบลงมากแล้ว และพร้อมที่จะเจรจาอย่างมีเหตุผลไร้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
“ฉัน...ฉันเลือกแล้วที่จะลงพื้นที่นี้ เข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะได้รับ ฉันมีสิทธิ์ที่จะเลือกแล้วว่าจะออกจากพื้นที่เมื่อไหร่ แม้ว่าจะต้องมีธงคลุมร่างกลับไปฉันก็ยอม...”
“ร้อยโท...เธอแน่ใจในสิ่งที่ตอบแล้วอย่างนั้นเหรอ” ผอ.ถามฉันอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาคราวนี้ช่างอ่อนโยนนุ่มนวล “ตรองดูให้จงดี ที่นี่ไม่เหมือนกับพื้นที่ที่เธอเคยไปมาก่อนน่ะ ไม่เหมือนกับอิรักที่ยังมีเจ้าหน้าที่ดูแลกองพยาบาลแนวหน้าตลอดเวลา แต่ที่นี่มีเจ้าหน้าที่น้อยอย่างที่เห็น อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ถึงนิสัยของเธอนะ ยอมทิ้งความศักดิ์ศรีและทะเยอทะยานลงแล้วกลับไปต้นสังกัดเหมือนเดิมเถอะ เธอไม่สามารถจะเอาชนะสถานการณ์ตอนนี้ได้หรอก ร้อยโท”
ใช่ มันเป็นอย่างที่เขาบอก เขารู้นิสัยของฉันอย่างถ่องแท้จริงๆ ฉันเลือกลงพื้นที่อันตรายนั้นเพราะต้องการเอาชนะความอันตราย ที่แม้แต่ชายชาตรียังต้องคิดไตร่ตรองอีกครั้งว่าควรจะลงพื้นที่เองหรือไม่ และสิ่งที่ฉันกำลังทำตอนนี้คือ การพยายามเอาชนะอำนาจที่เหนือกว่าตัวเองหลายเท่า เพียงเพื่อให้ได้อยู่ในพื้นที่ต่อไป
ฉันเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้วมันก็เป็นแค่การออกจากพื้นที่ไปเท่านั้น แต่ว่าความเจ็บปวดที่กรีดลงที่หัวใจนี่มันอะไรกัน ทำไมถึงได้เจ็บปวดมากขนาดนี้ด้วยแค่พ่ายแพ้อีกครั้งเท่านั้น
อะไร...ทำไม...ภาพเหล่านี้...ภาพของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่เข้ามารักษาในสถานีอนามัยจึงลอยขึ้นมาในหัวของฉัน
และ...ทำไมเลือดในกายต้องไหลเวียนเรียกร้องให้อยู่ที่นี่ด้วย
“ค่ะ ท่าน ฉันจะออกไปจากที่นี่ตามคำสั่งค่ะ”
ในที่สุดฉันก็ยอมรับในความพ่ายแพ้
“แต่ฉันอยากให้ท่านได้จำเอาไว้ว่า การต่อสู้ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฉันครั้งนี้ ฉันต่อสู้ตามสัญชาตญาณแห่งสายโลหิตชาวไทย แม้ต้องมีธงคลุมร่าง แม้เลือดต้องหลั่งริน ก็ขอให้เลือดนั้นหลั่งลงบนแผ่นดินนี้ที่ฉันเกิดและเติบโตขึ้นมาดีกว่าให้เลือดหลั่งลงบนแผ่นดินอื่นที่มิใช่ขวานทอง...”
“...เพราะถึงจะมีธงสามสี่ที่สูงค่าคลุมโลงศพกลับมาก็ไม่อาจภูมิใจได้อย่างเต็มที่ หากต้องตายก็ขอให้เลือดของฉันอาบฉานลงแผ่นดินนี้เป็นการตอบแทนที่ให้ได้โตขึ้นมาจะดีกว่า”
แล้วฉันก็ออกมาจากห้องเดินกลับลงไปที่รถจิ๊บซึ่งจอดรออย่างสงบ
และในรถนั้นเองที่ฉันพยายามตรึกตรองในใจ ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการอยู่ที่นี่ต่อด้วยเหตุผลใดกันแน่ เพียงเพื่อเอาชนะสถานการณ์เลวร้ายของที่นี่เท่านั้นจริงๆ น่ะเหรอ อยู่เพียงเพื่อบอกว่าตัวเองสามารถอยู่รอดในพื้นที่อันตราย และขาดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้อย่างนั้นเหรอ หากเป็นอย่างนั้นทำไมฉันถึงต้องตอบไปแบบนั้นและเจ็บปวดอย่างนี้ด้วย
...ทำไมต้องร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องจากแดนดินนี้ด้วย...
................................................
ที่กองอนามัยฉันเก็บของเสร็จแล้ว ขณะกำลังยืนคีย์แป้นคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเพื่ออ่านหนังสือคำสั่งย้ายที่แสดงบนหน้าจอ มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่ฉันอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่ทุ่มสิบห้านาที
ฉันจะต้องออกจากพื้นที่นี้ทางเฮลิคอปเตอร์ภายในเวลาเที่ยงคืนของคืนนี้ แต่มันจะไม่ใช่การออกไปจากพื้นที่อย่างเต็มใจ มือของฉันละจากคอมพิวเตอร์เครื่องบางไปยังปืนพกกึ่งอัตโนมัติซึ่งวางอยู่ข้างๆ กัน หยิบมันขึ้นมาสำรวจว่ามันยังใช้การได้ดีพร้อมทั้งบรรจุกระสุนเต็มพิกัด เพราะเวลานี้เป็นเวลาอันตรายที่สุดนับแต่เกิดสถานการณ์ร้อนขึ้น อันตรายจนฉันเองก็ยังต้องคิดว่าจะรอเวลาเช้าเสียก่อน แล้วค่อยเดินทางออกจากพื้นที่ดีหรือไม่
“คุณ...เชส...”
เสียงของเอกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำให้ฉันหันกลับไปทองเขาในเครื่องแบบลาดตะเวน ปืนกระบอกยาวกำลังสูงที่ไหล่ของเขาชวนให้นึกถึงเรื่องร้ายเสียจริงๆ
“มีอะไรหรือคะ ผู้กองเอก” ฉันถามพลางเก็บปืนพกลงซองรัดรอบอกและสวมคลุมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนตัวเก่ง “ถ้าจะมาล้างแผลฉันคงทำให้คุณไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
“จะไปแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวผมจะไปส่ง” เขาว่า
ฉันหันมองเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจในสิ่งที่ได้ยิน และทหารหนุ่มที่กำลังมองฉันด้วยสายตาจริงจัง จนฉันยังต้องหวั่นไหวตามสายตานั้นไป เพื่อกลบเกลื่อนท่าทางผิดปกติของตัวเอง ฉันจึงหันมาปิดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปที่เปิดค้างไว้ แล้วสำรวจตัวเองว่าพร้อมสำหรับการเดินทางแล้วหรือไม่
แต่สุดท้ายฉันก็อดใจเอ่ยปากถามเขาไม่ได้
“แล้วงานล่ะ ทิ้งงานไปส่งเจ้าหน้าที่เก่าโดนย้ายอย่างฉันมันดีแล้วหรือคะ”
ตอนนั้นเองที่มือหยาบวางโอบลงบนไหล่ข้างหนึ่งของฉัน ขณะที่ร่างใหญ่กำยำเอนเอื้อมมือลงไปหยิบกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่สองใบที่วางอยู่เตียงสนามทำจากผ้าใบสีเขียว ฉันได้แต่หันมองเจ้าของไหล่กว้างข้างกายนั้นด้วยความประหลาดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
“คุณน่าห่วงพอๆ กับชาวบ้านนั้นแหละ” เขาว่า “แค่ไปส่งคุณที่กองอำนวยการ แล้วก็กลับไม่เสียเวลามากเท่าไหร่หรอก ดีเสียอีกเป็นการลาดตะเวนไปด้วย”
แล้วเอกก็ยกข้าวของของฉันออกจากห้องนอนลงสู่รถจิ๊บทหารที่รออยู่ ฉันเดินตามเอกไปอย่างช้าๆ พยายามเก็บรายละเอียดของกองอนามัยนี้เอาไว้ในความทรงจำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉันจะไม่มีโอกาสกลับมาในพื้นที่นี้อีกแล้ว ทันทีที่กลับไปถึงต้นสังกัดฉันจะขอเป็นอาสาสมัครกลับไปอิรักอีกครั้ง แน่นอนว่าจะต้องเป็นแนวหน้าในพื้นที่นั้นเหมือนที่แล้วๆ มา
ที่นี่ฉันแพ้อย่างเจ็บปวด แต่ว่าพื้นที่ต่อไปฉันจะชนะอย่างน่ายินดี ทว่าความสับสนในตัวเองกลับยังคงอยู่ ความทะเยอทะยานไม่ได้เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ฉันอยู่ที่นี่อีกต่อไป หากแต่เป็นสายเลือดต่างหากที่กำลังร่ำร้องให้ฉันมองผืนแผ่นดิน แล้วหยุดลงที่นี่ในฐานะของหนึ่งอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คน
แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉันยอมแพ้ต่ออำนาจที่สูงกว่าไปเสียแล้ว
ในรถแทบไม่มีการพูดคุยใดระหว่างฉันกับเอกเกิดขึ้นเลย เราสองคนนั่งอยู่ในรถที่กำลังวิ่งไปถนนมืดเงียบๆ ฉันเอาแต่มองข้างทางตลอดเวลา เพื่อมองสิ่งที่แทบจะไม่เคยสนใจในเวลาที่ผ่านๆ มา ในตอนนี้มันช่างดูสวยงามอย่างหาที่สุดไม่ได้
แดนใดที่ขึ้นชื่อว่า ‘อันตราย’ มักเก็บซ่อนความงามเอาไว้เบื้องหลังหน้ากากที่น่ากลัว ในใจได้แต่ภาวนาให้มันงดงามอย่างนี้ต่อไป และพบกับความสุขสงบที่น่ารื่นรมย์เสียที ฉันไม่อยากเห็นสีหน้าเป็นกังวลหวาดกลัวของเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไปแล้ว
ทว่าในความเงียบนั้นวิทยุสื่อสารที่ติดบนบ่าของเอกก็คอยส่งเสียงรายงานเรื่องต่างๆ เป็นพักๆ น่าแปลกที่ฉันสนใจทุกอย่างที่ดังผ่านลำโพงวิทยุ ซึ่งทันใดนั้นเองเสียงที่ไม่ต้องการได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น
“อินทรีย์สีเขียว เรียกศูนย์ อินทรีย์เขียวเรียกศูนย์ เกิดเหตุปะทะกันต้องการเจ้าหน้าที่เสริมและเจ้าหน้าที่แพทย์เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ ขอย้ำรหัสแดง...ขอย้ำรหัสแดง...”
“จะเอายังไง” เอกถามฉัน “ในเขตนี้มีเพียงคุณเท่านั้นที่กล้าพอจะออกจากอนามัยไปเขตรหัสแดงน่ะ”
ในตอนนี้หน้าที่ของฉันหมดลง ฉันมีสิทธิที่จะเมินเสียงนี้แล้วขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับต้นสังกัดตามคำสั่งเงียบๆ ปล่อยให้คนอื่นๆ เผชิญหน้ากับเรื่องร้ายต่อไปตามบุญตามกรรมของตัวเอง ทว่ารหัสแดงนั่น...
“...ช่วยพาฉันที่นั่นทีได้มั้ย” ฉันถามเขา “ฉันอยากทำหน้าที่...ครั้งสุดท้าย...”
เอกไม่ตอบอะไรแต่หยุดรถลงแล้วเลี้ยวกลับไปเดิมอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่ฉันหยิบปืนออกมาตรวจสอบอีกครั้ง ในใจมีหลายสิ่งหลายอย่างปรากฏขึ้นมาทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย แต่ช่างน่าประหลาดที่ฉันกลับไม่คิดกลัวเลยสักนิด มันอาจเป็นเพราะสายเลือดที่กำลังร่ำร้องให้อยู่ในดินแดนนี้ก็เป็นได้
ทว่าอีกใจก็บอกให้หันมองชายที่อยู่กำลังขับรถอยู่ข้างๆ แล้วให้คิดว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้ฉันยังสบายใจอยู่ได้
กระนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรการไปพื้นที่รหัสแดงครั้งนี้จะเป็นหน้าที่สุดท้ายของฉัน
รถจิ๊บมาหยุดลงเมื่อถนนเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ที่กำลังตื่นตกใจและตึงเครียดจากการปะทะที่ไม่ตั้งตัว ร่างของเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บหนักนอนเรียงกันภายใต้การคุ้มของเจ้าหน้าที่คนอื่นอย่างดี ฉันลงมาจากรถกระเป๋าสัมภาระอีกใบตรงดิ่งเข้าไปดูอาการของเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บหนักมากที่สุดทันที
“เขาเป็นยังไงบ้าง” เอกเอ่ยปากถามขณะที่ฉันเริ่มห้ามเลือดจากบาดแผลถูกยิง
“เสียเลือดเยอะมาก ชีพจรก็อ่อนจนแทบจับไม่ได้ด้วย” ฉันบอกเขาอย่างตรงไปตรงมา “ฉันไม่อยากให้ความหวังในความอยู่รอดของเขา ให้ใครดูเขาเอาไว้ถ้าเขาหยุดหายใจก็เรียกฉันทันที”
แล้วฉันก็ผละจากเจ้าหน้าที่นายนั้นไปสู่อีกนาย ตรวจดูอาการเบื้องต้นและปฐมพยาบาลพื้นฐานให้แล้วก็ผละไปสู่อีกนาย ทำอย่างนั้นจนกระทั่งครบทุกคน
แม้ว่ามันจะยากที่ต้องทำงานท่ามกลางความมืด แต่แสงจันทร์และแสงจากไฟหน้ารถจิ๊บก็ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ประสาททุกส่วนของฉันทำงานเต็มที่ตึงตัวด้วยความรู้สึกเจ็บร้าวแปลกๆ ที่น่ากลัว
ปัง! อยู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมเสียงกระสุนที่กระทบลงบนพื้นถนนยางมะตอย ฉันถึงกับขนลุกด้วยความตกใจและเสียวสันหลัง ขณะเสียงสั่งการถอยหาที่หลบกระสุนข้างทางของเอกดังลั่น ผู้ประสงค์ร้ายยังคงระดุมยิ่งกระสุนออกมาจากป่าละเมาะฝั่งตรงข้ามที่มืดจนมองไม่เห็น
เจ้าหน้าที่หลายคนต้องมาช่วยกันลากผู้บาดเจ็บหลบเข้าข้างทาง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ฉันที่พยายามช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มที่ แต่กระสุนที่ลอยว่อนจนต้องก้มหลบจนต่ำก็ทำให้ทำงานลำบากขึ้น
ทว่าร่างของฉันก็ต้องชะงักเซมีบางสิ่งปะทะเขาที่แผ่นหลังทะลุออกทางช่องท้องด้านหน้า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบอกได้อย่างดีว่า ถูกยิงเข้าเสียแล้ว
“โอ๊ย!”
“เชส!”
เอกรีบวิ่งเข้ามาประคองฉันเอาไว้ ในขณะเลือดอาบรินออกมาจากปากแผล ฉันกุมแผลนั้นพยายามกัดฟันกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ให้เปล่งเสียงร้องมากกว่านี้ จากประสบการณ์เป็นแพทย์แนวหน้ามานานบอกได้ดี ว่ากระสุนที่สามารถสร้างความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วทั้งช่องท้องนี้คือชนิดไหน
และเพียงเท่านั้นมันก็บั่นทอนกำลังใจของฉันอย่างนักจนต้องทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเย็นเฉียบ เพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไปยังโลกที่ทุกคนต้องพบเจอ โดยไม่สนใจคนที่พยายามฉุดรั้งฉันเอาไว้เลย
“เชส ลุกขึ้นเร็วเข้า” เอกพยายามลากแขนนำฉันเข้าข้างทาง มือก็ลั่นไกยิงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้แขนฉัน “เชส...!”
ทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบลง...ทั้งเสียงปืน...เสียงตะโกน...หยุดอย่างกะทันหันเหมือนกับตอนที่มันเริ่มต้นขึ้นมา...
ฉันนอนอยู่ริมถนนในสภาพหายใจรวยริน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างจนแทบทนไม่ไหว แต่ในใจก็นึกโล่งอกที่ทุกอย่างจบลงแล้ว สายตาอันเลือนรางกำลังมองเจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่ ซึ่งพาตัวเองออกมาจากที่หลบภัย แล้วโล่งใจกว่าเก่าที่ไม่เห็นใครบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก
เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะบาดเจ็บเพิ่มขึ้น แต่ฉันก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะรักษาพวกเขาอีกต่อไปแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นทำให้ฉันต้องนอนนิ่งรอความตายเท่านั้น กระนั้นฉันก็ยังหัวเราะ เพราะมันเป็นการตายในหน้าที่แม้จะนอกราชการไปเสียหน่อยก็ตาม
ไม่นานก็มีรองเท้าคอมแบ็ตคู่ใหญ่มาหยุดลงตรงหน้า ซึ่งผู้เป็นเจ้าของทรุดลงตรวจอาการบาดแผลที่ท้องฉันอย่างคร่าวๆ ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เมื่อเลือดเริ่มไหล่ย้อนจากหลือดอาหารมาออกทางปากของฉัน
เอกเอื้อมมือลงลูบผมและกุมมือของฉันเอาไว้แน่น
“แข็งใจไว้ หน่วยเสริมกับรถพยาบาลกำลังมา” เขาบอก “คนอื่นๆที่ปลอดภัยกำลังดูรถอยู่ เราจะพาคุณไปโรงพยาบาล”
“ขอบคุณ แต่ฉันเข้าใจตัวของเองดี” ฉันว่าและหลับตาลง “ฉันอยู่ในสนามรบมานานย่อมรู้ดีว่ากระสุนที่โดนเป็นกระสุนแบบไหน ลองโดนเจ้าหนูนี่เข้าไปแทบไม่มีทางรอดเลยล่ะ”
“คุณไม่สมควรตาย...” เอกรำพัน
“ฉันเลือกแล้วที่จะตาย ผู้กองเอก ปล่อยให้ฉันได้ตายที่นี่เถอะ” ฉันยิ้มบางๆ “อย่างน้อยจะได้ปลอบใจตัวเองว่าตายเพื่อแผ่นดินที่รักที่สุดในชีวิต...”
แต่เอกไม่ได้ตอบอะไรในคำพูดของฉัน เขาเพียงลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไป น่าแปลกที่ฉันนอนฟังเสียงฝีเท้าที่กำลังจางลงด้วยหัวใจอันโหวงเหวง เป็นเพราะร่างกายเสียเลือดมากเกินไปหรืออย่างไรถึงได้รู้สึกแบบนี้ นี่หรือความรู้สึกของคนที่กำลังจะต้องตายโดยไร้คนดูใจ
ทว่าช่างเถอะ...ฉันคิดพร้อมหลับตาลง เพราะฉันเลือกแล้วที่จะตายที่นี่ ความตายเองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรด้วย เพียงแค่ละทิ้งร่างกายไปสู่การผจญใหม่ครั้งใหม่เท่านั้น
การตายเพื่อปกป้องแผ่นดินขวานทองอันล้ำค่านี้มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด
แล้วอยู่ๆ ดวงตาของฉันก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความรู้สึกประหลาด ฉันที่เริ่มหอบกระชั้นเพราะอาการเสียเลือดค่อยๆ กวาดสายตามองรอบข้าง ก่อนจะได้เห็นภาพชายคนหนึ่งกำลังส่องปืนยาวไม่ทราบชนิดออกมาจากป่าละเมาะฝั่งตรงข้าม ปลายกระบอกเล็งเป้าหมายไปยังเอกและเจ้าหน้าที่ที่เหลือ ซึ่งยืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้ารถจิ๊บเพื่อพูดคุยวางแผนกันอยู่
เป็นอีกครั้งที่ฉันทำเรื่องแปลกที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น มือของฉันเลื่อนเข้าไปดึงปืนพกที่เก็บเอาไว้ออกมา แล้วยกขึ้นเล็งด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่
ในเมื่อเลือกแล้วที่จะตายก็ขอทำอะไรเป็นอย่างสุดท้ายจริงๆ หน่อยก็แล้วกัน ครั้งสุดท้ายที่จะสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินอันบรรพบุรุษล้วนหวงแหนรักษาไว้แด่ลูกหลาน และ...ปกป้องคนที่รักอย่างหาที่สุดไม่ได้
ปัง! กระสุนถูกส่งออกจากปากกระบอกปืนด้วยการเหนี่ยวไกอย่างยากลำบาก มันเป็นการเล็งที่แม่นยำที่สุด นับแต่ที่เป็นแพทย์ทหารแนวหน้าที่บางครั้งต้องจับอาวุธ กระสุนโดนเข้าที่หัวของชายผู้ประสงค์ร้ายคนนั้นอย่างแรงจนล้มลง
เขาตายมั้ยฉันไม่รู้ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายตกใจมากแค่ไหนฉันก็ไม่รู้ ฉันรู้แต่เพียงว่ามือถือปืนของฉันตกลงกับพื้นอย่างแรงพร้อมกับตาที่ปิดลง ทุกสิ่งล้วนเงียบงันนุ่มนวลลงเมื่อความตายกำลังเข้ามาเยี่ยมเยือน
...เลือดสีแดงฉานอาบรินจากร่างลงแผ่นดินบ้านเกิดแสนรัก ฉันขอบูชาชีวิตและเลือดนี้สดุดีแด่แผ่นดินทองที่ให้ได้เติบโตขึ้นมา...
........................................
ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของฉันเงยขึ้นมองรอบห้องอันแสนโหวงเหวงนี้อีกครั้ง สองมือกุมที่หน้าท้องซึ่งใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นี้ มีรอยแผลขนาดใหญ่เย็บกว่าร้อยเข็มที่เพิ่งหายสนิทได้ไม่นานทอดตัวอยู่ มันเป็นรอยแผลจากการถูกยิงในครั้งนั้น คณะแพทย์พยายามอย่างที่สุดที่จะยื้อชีวิตของฉันเอาไว้
ในทันทีที่อาการทรงตัวพวกเขาก็ส่งตัวฉันกลับมารักษาที่กรุงเทพ ฉันต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะค้นหาทางสว่าง ซึ่งคือ การลืมตาฟื้นคืนสนิทกลับมายังโลกแห่งการดิ้นรนต่อสู้นี้ ขณะข้าวของทุกอย่างถูกกลับมายังต้นสังกัด
และสิ่งแรกที่ฉันขอดูเพื่อเช็กสภาพความเสียหายทันทีที่พูดได้ก็คือ คอมพิวเตอร์แล็ปท้อบเครื่องเก่ง แม้บนตัวเครื่องจะมีหยาดเลือดสาดกระเซ็นไปโดนบ้าง แต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในสภาพดีพร้อม
กระนั้นมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนให้นึกถึงวันอันเลวร้ายที่สุดในวันนั้นได้ดีที่สุด ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์นั้นตราบจนชั่วชีวิตของฉัน
วันนี้ฉันกำลังเริ่มต้นดำเนินชีวิตใหม่ โดยมีบทเรียนอันสำคัญให้ศึกษาและก้าวเดินต่อไปโดยไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอย ถึงจะอยากทำความสะอาดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปตัวนี้ แล้วนำมันกลับมาใช้งานใหม่ แต่ใจก็บอกให้เก็บมันไว้เป็นอนุสรณ์ย้ำเตือนตัวเองต่อไป ดังนั้นฉันจึงเกือบมันลงซองพลาสติกแล้ววางไว้บนโต๊ะตัวเดิม
ตอนนี้พายุในหัวใจของฉันได้สงบลงแล้ว สิ่งที่เหลือมีอยู่เพียงหัวใจแห่งเหตุและผลเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็พร้อมแล้วที่จะยอมรับและผ่านมันไปด้วยหัวใจอันนิ่งสงบ ฉันจะไม่ใช้อารมณ์ใดมาตัดสินปัญหาอีกต่อไป
สัมผัสหยาบแต่หนักแน่นจากอ้อมแขนกำยำที่รัดรอบร่าง เรียวปากบางได้รู้ซึ่งจูบประทับที่นวลแก้มเปื้อนน้ำตาของฉัน
“มาอยู่นี่เอง” เสียงของเอกดังขึ้นที่ข้างหูเบาๆ “อยู่ๆ ก็หายมาทำให้คนอื่นเป็นห่วงรู้มั้ย”
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนอื่นเลย แต่เป็น ‘เอก’ ที่ก้าวเข้ามาเป็นคนพิเศษนับตั้งแต่วันนั้น เพราะอาการเสียเลือดมากจนเลือดที่สต็อคเก็บไว้ไม่เพียงพอ ก็ได้เขาซึ่งเป็นนายทหารคนเดียวที่มีกรุ๊บเลือดตรงกันในตอนนั้น ช่วยบริจาคเลือดให้จนกระทั่งอาการเริ่มทรงตัวมากพอส่งออกนอกพื้นที่ทางเฮลิคอปเตอร์ทหาร
หลังจากนั้นในช่วงเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลก็ได้เขาที่คอยโทรมาหา ช่วยให้คลายจากความเหงาเศร้าและหมดกำลังใจ หัวใจที่ร่ำร้องทำให้ฉันเริ่มคบหากับเขาอย่างจริงจัง แล้วจึงได้รู้ว่าเราทั้งสองคนมีหลายอย่างที่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักที่จะทำงานเสี่ยงอันตรายและแผ่นดินถิ่นเกิด
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันให้ฉันตัดสินใจเรื่องสำคัญ
“รอยน้ำตา คิดถึงวันนั้นอีกหรือ” เอกกระซิบพลางเกลี่ยน้ำตาให้ฉัน
“นิดหน่อยน่ะค่ะ แต่ว่าของทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วหรือคะ” ฉันถาม
“พร้อมแล้วล่ะ รอเวลาขึ้นรถเท่านั้นเอง” เอกบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าคุณจะอยากกลับไปพื้นที่ภาคใต้อีกน่ะ พวกผู้ใหญ่เขาอยากให้คุณอยู่ที่กรุงเทพนี่จะตายไป”
ฉันได้ฟังแล้วก็ยิ้ม ใช่แล้ว ฉันตัดสินใจที่จะกลับลงไปทำราชการในพื้นที่เสี่ยงอันตรายแห่งนั้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้จำกัดตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย คือ ประจำอยู่ที่สถานีอนามัยใกล้กับศูนย์อำนวยการ และจะไม่ลงพื้นที่รหัสแดงตามใจชอบและโดยไม่มีความจำเป็น
แม้ว่ามันจะขัดกับความเป็นตัวของตัวเองไปบ้าง แต่อย่างน้อยฉันก็ยังได้ทำงานอยู่ในดินแดนที่เลือดเคยหลั่งรดมาแล้ว
“นั่นสินะ” ฉันแสดงความเห็นด้วยพร้อมยิ้มหวาน “แต่ว่าต้องยอมรับว่าฉันไม่อาจจะปฏิเสธความต้องการที่แท้จริงในสายเลือดของฉันได้เลย ฉันอยากทำงานในพื้นที่นั้นและช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้แม้ว่าสันติภาพจะมาช้า แต่สักวันมันจะต้องมา...”
ถูกแล้วล่ะ สักวันสันติภาพจะมาถึง เพราะผืนแผ่นดินนี้ถูกอาบด้วยเลือดที่ไหลหลั่งมาจากร่างผู้พลีชีพ เพื่อปกป้องปวงประชาและบ้านเกิดเมืองนอนของตนแผ่นดิน
แม้ว่าเลือดของฉันที่รินรดแผ่นดินจะไม่อาจเทียบกับเลือดของเหล่าบรรพบุรุษ ซึ่งเคยเสียเลือดเสียเนื้อปกป้องพื้นปฐพีขวานทองนี้ไว้ แต่ฉันก็ยินดีที่เสียมันไปเพื่อเป็นการสดุดีต่อแผ่นดินที่ได้หล่อเลี้ยงจนเติบโต
ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้วจะอยู่ที่นี่และตายที่นี่ หลั่งโลหิตเพื่อบูชาบนแผ่นดินไทยอันล้ำค่าแห่งนี้ชั่วนิรันดร์
ให้เลือดหลั่งรินลงบนแผ่นดินนี้
ให้เชื้อทวีสืบต่อไปไม่ขาดสาย
ให้ชาติไทยคงอยู่จนตัวตาย
ให้ร่างกายเป็นเถ้าถมกลบแผ่นดิน.
---------
The End