โลหิตนี้สดุดีแด่แผ่นดิน

 


วันวานผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน  แต่พอรู้ตัวและหันกลับมามองรอบกายของตัวเองอีกครั้งทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว  ทุกสิ่งที่เคยยุ่งเหยิงจนเหมือนกับพายุสงบนิ่งลงดุจฟ้าหลังฝนที่เงียบ  แม้แต่ห้องนอนที่เคยยุ่งเหยิงกราดเกลื่อนด้วยหนังสือมากมาย  ผนังที่เต็มไปด้วยผ้าแขวนและเสื้อผ้าจนเต็มพื้นที่ทุกด้าน  โต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ทุกส่วนที่ว่างจะมีเอกสารวางจนเต็มพื้นที่


บัดนี้ทั้งหมดนั้นหายหมดแล้ว   ห้องทั้งห้องได้รับการเก็บกวาดเรียบร้อย  และปิดคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวแกมเหลือง   ทุกอย่างเปลี่ยนไปแม้แต่คอมพิวเตอร์แล๊บท้อป   ซึ่งห่ออยู่ในซองพลาสติกวางอยู่บนโต๊ะคลุมผ้าตัวหนึ่งอย่างสงบ  คอมพิวเตอร์แล็บท้อปที่เปื้อนด้วยดวงเลือดที่เคยสาดกระเซ็นฉาบฉาน   มันในวันที่แสนน่ากลัวนั้น


ฉันหยิบคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเครื่องนั้นมาแล้วมานั่งที่เตียงนอนที่คลุมผ้าเอาไว้  ก่อนที่จะเปิดซองพลาสติกออกดึงเอาคอมพิวเตอร์กำลังสูงเครื่องบางออกมา  มันยังสามารถใช้งานได้อยู่เพราะเลือดทำความเสียดายกับเครื่องน้อยมากจนถึงแทบจะไม่มีอะไรภายในเสียหายเลยก็ว่าได้ 


แต่ว่าภาพบรรยากาศเก่าๆ ที่ฉันเคยเป็นในอดีตกลับปรากฏขึ้นมา   เมื่อได้เห็นความทรงจำสุดท้ายที่คอมพิวเตอร์แล็บท้อปนี้บันทึกเอาไว้  ภาพของเด็กสาวที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อบอกให้ทุกคนได้รู้  ว่าฉันสามารถที่จะทำสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าท้าทายที่สุดได้ 


เอาชนะสิ่งที่คนทั้งหลายบอกว่า  เด็กสาวธรรมดาจากสังคมธรรมดาทำไม่ได้  แม้ว่าจะต้องเจ็บปวด  และใช่เวลานานมากมายเพียงไหน   แต่ฉันก็ใช่ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าผลักดันตัวเองมาจนถึงจุดสูงสุดของชีวิต 


จุดที่ฉันเลือกที่จะก้าวเข้ามา  เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กสาวอย่างฉันเองก็ทำได้  เส้นทางที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะกล้าเลือกและจะกล้าอนุญาตให้ฉันได้ก้าวเดิน  เส้นทางที่จะต้องเดินบนสนามรบที่อาบด้วยเลือดในฐานะของ ‘แพทย์ทหารแนวหน้า’


นับตั้งแต่เรียนจบมาฉันเข้าร่วมสงครามในประเทศต่างๆ มามากมาย  ทั้งในฐานะของแพทย์ทหารแนวหน้าตามคำสั่งของกองทัพและในฐานะของแพทย์อาสาสมัคร  พบเจอกับเรื่องต่างๆ มากมายที่เข้ามาในห้วงชีวิตทั้งดีและร้ายเสี่ยงอันตรายมานับไม่ถ้วน 


ทุกภารกิจที่ทำไม่เคยลบเลือนหายไปจากจิตใจของฉันเลยแม้แต่ภารกิจเดียว...


ทว่ากลับมีภารกิจหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในใจของฉันไม่จางหาย  กลับเป็นเรื่องที่เกิดในประเทศของตัวเอง  ประเทศที่เกิดและเติบโตขึ้นมา  ประเทศที่ฉันก้าวเดินมาพร้อมกับความทะเยอทะยานจนมาถึงจุดนี้  ประเทศที่ฉันต้องกลับพบเจอกับความเจ็บปวดยิ่งกว่าสงครามใดๆ


แผ่นดินถิ่นแดนใต้ที่แสนงดงาม   ซึ่งเคยครอบครองใจของฉันมาก่อนนั้น  บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนที่แดงฉานไปด้วยโลหิตของสหายร่วมดินแดนที่กระเดื่องกระด้างทำร้ายแดนดินของตัวเอง 


ฉันแทบไม่เคยคิดเลยว่า  ดินแดนแสนสงบนั้นจะกลายเป็นดินแดนร้อนดังเพลิงเผา   การฆ่ารายวันเกิดขึ้นไม่มีหยุดหย่อน   พร้อมกับความหวาดผวาที่เกิดขึ้นกับคนทั้งหลายอย่างไม่จบสิ้น 


หมู่มวลประชาทั้งหลายก็ภาวนาให้ความเลวร้ายนั้นจบลง  เพื่อสันติสุขของประชาชนทั้งหลาย  หนึ่งในนั้นคือ ‘ฉัน’ ซึ่งบินกลับมาจากอิรัก   เพื่อลงพื้นราชการในสามจังหวัดภาคใต้ตามคำสั่งที่ได้รับ  


ฉันวางมือลงบนคอมพิวเตอร์แล็บท้อปและหลับตาลงพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งรินลงมา  ความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจเกิดขึ้นมาพร้อมกันจนยากที่จะเก็บซ่อนเอาไว้ได้  ความเจ็บปวดที่นำพาฉันมาพบกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในตอนนี้ 


ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในค่ำคืนพระจันทร์กระจ่างกลางฟ้านั้น...


.................................................


วันนั้นเป็นวันที่ฉันลงพื้นที่ราชการไปแล้วเป็นเวลาสองเดือนเศษ  ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แพทย์ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่บาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ประสงค์ร้ายต่อแผ่นดิน  รวมทั้งทำหน้าที่รักษาชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย 


มันวันที่ว่างผิดปกติสำหรับฉัน  เพราะแทบจะไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ  หรือแม้แต่ชาวบ้านป่วยเข้ามาหาเลย   ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดเอะใจเลยสักนิด  คิดเพียงว่า เป็นวันที่เหมาะแก่การพักผ่อนร่างกายที่อ่อนล้าจากทำงานแทบไม่มีวันหยุดเท่านั้น 


ทั้งเมื่อคืนนี้ยังมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นอีกแถมไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่  ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียดฉันจึงเลือกที่จะมานั่งพักหลบมุมอยู่ที่หน้าต่างบานหนึ่งของกองอนามัยประจำเขตพื้นที่  และหลับไปโดยที่ไม่ได้คิดใส่ใจอะไรอีกต่อไป


“แฮ่!”


“ว้าย!”


เสียงแหบห้าวของผู้ชายที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้น   ทำให้ฉันตกใจจนแทบผลัดตกลงจากขอบหน้าต่าง   ซึ่งสูงจากพื้นอย่างน้อยสิบแปดฟุตสู่พื้นเบื้องล่าง  แต่ว่ามือใหญ่เหมือนกับคีมที่แข็งแรงก็คว้าแขนของฉันเอาไว้เสียก่อน   เพราะแรงที่มีมากมายเจ้าของมือก็ฉุดฉันลงมาจากขอบหน้าต่างได้อย่างง่ายดาย 


แล้วฉันจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของทหารหนุ่มในเครื่องแบบซึ่งสูงกว่าเกือบฟุต  ดวงตาที่อ่อนคู่นั้นกำลังจ้องมองฉันด้วยสายตาสนุกๆ


“อยากตกลงไปตายหรือยังไงน่ะ  ห๊ะ!” เขาว่า “ไปหลับที่ขอบหน้าต่างนั่นได้ยังไงกัน”


“คุณนั้นแหละที่จะทำให้ฉันตกลงไปตายน่ะ” ฉันต่อว่าเขา “มีธุระอะไรไม่ทราบยะถึงมาที่นี่น่ะ”


“มาล้างแผลไงล่ะ  คุณหมอจอมเฮี้ยบ” เขาตอบ “คุณบอกให้มาทุกวันเองนะลืมแล้วหรือไง”


“อืม  ทำนองนั้นแหละ  ถอดเสื้อเครื่องแบบออกแล้วไปนั่งรอที่เก้าอี้ในห้องตรวจโน่น   แล้วปืนนั้นน่ะเอาไปวางไกลๆ ไม่งั้นหายไม่รู้ด้วยนะ”


“ถ้าหายผมจะสงสัยคุณคนแรกเลยล่ะ”


เขาว่าแล้วเดินเข้าไปในห้องตรวจรักษาตามที่ฉันสั่ง  โดยที่ไม่คิดจะวางปืนเอ็มสิบหกประจำตัวห่างกายเลยแม้แต่น้อย 


ชายคนนี้มีชื่อว่า ‘เอก’ นายทหารยศร้อยเอกเป็นหัวหน้าชุดทหารตำรวจรับผิดชอบพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด  เขาเป็นผู้ชายที่ทุ่มเทกับงานที่ทำมาก  ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาเลยแม้แต่น้อย 


ฉันเคยได้ยินเรื่องของเขาจากลูกน้องว่า เขาเป็นคนที่เงียบขรึมมาก  แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ชอบยั่วให้ฉันโมโหอยู่เรื่อยๆ  เขามาที่นี่ในฐานะของคนไข้ของฉันได้สองสามวันแล้ว  หลังจากบาดเจ็บที่สีข้างด้านซ้าย 


ต้องยอมรับเขาในเรื่องหน้าที่การงานและความดื้อรั้นเข้าขั้นเอาแต่ใจของเขา  เพราะหลังจากที่แอดมิดเข้าโรงพยาบาลในตัวเมืองแค่สองวัน  เขาก็ออกจากโรงพยาบาลมาทำหน้าที่ในสนามรบสีเลือดนี้  แน่นอนว่าเคสของเขาก็โอนมาอยู่กับฉันตามระเบียบ  เป็นนายทหารที่เอาแต่ใจเสียจริงๆ


ในห้องตรวจรักษาฉันล้างแผลเย็บเกือบสิบเข็มที่สีข้างของทหารหนุ่มอย่างเบามือ  ในใจนึกสงสัยว่า ทำไมเขาถึงยังสามารถเคลื่อนไหวเต็มที่ได้ยังไง   เมื่อมีแผลยาวแบบนี้อยู่ที่สีข้างอย่างนี้   ฉันเงยหน้ามองสีหน้าเขาซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย   ทั้งที่ถูกยาแอลกอฮอล์ล้างแผลมีฤทธิ์เย็นแสบสัมผัสแผลที่ยังสดอยู่  


ก่อนสายตาจะเลื่อนไปตามร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นของเขา   ฉันเข้าใจได้อย่างดีเขาต้องเจอเรื่องร้ายมากมายกว่าจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้ได้  แต่การที่เขาไม่ละทิ้งหน้าที่ซึ่งมีคนจำนวนน้อยที่กล้าอาสานี้ไป   ก็ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งสมกับคำเล่าลือกันมาจริงๆ 


แต่แม้ชื่นชมมากเพียงไหนระยะห่างก็ควรมี...


“เอ้า!  เสร็จแล้ว” ฉันบอกเขาหลังจากที่ผูกปมผ้าพันแผลที่เอวเขาแน่นแล้ว “ที่นี่จะกลับไปทำอะไรก็ไป   แต่อย่าไปลุยดินลุยโคลนมากนักล่ะ  เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อเอา”


หลังจากที่พูดจบประโยคฉันก็โบกมือไล่เขาออกไปจากห้องตรวจรักษา   และหันมาเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงอ่างน้ำฆ่าเชื้อ  เพื่อเตรียมฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์เพื่อนำกลับมาใช้ในครั้งต่อไป  แล้วเก็บกวาดเศษผ้าพันแผลและผ้าก็อตปิดแผลสกปีกลงถังขยะ 


ฉันทำทุกอย่างอย่างถูกต้องตามกฎสุขอนามัย   เพราะคิดว่าเอกกลับไปแล้วจึงหันหลังกลับเพื่ออกจากห้อง   แต่กลับต้องประหลาดใจ  เมื่อสายตาปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างของนายทหารหนุ่มผู้คุ้นเคย


“เมื่อคืนนี้ผมรับแจ้งมาว่า มีการเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดไม่ห่างจากกองอนามัยนี่เท่าไหร่  คงไม่มีใครที่บาดเจ็บเข้ามาหรอกนะ  ชาวบ้านทั้งหลายกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านกันอยู่แล้ว”


เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับนิ่ง


“ไม่มีใครเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว” ฉันเข้าใจแล้วทำไมชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ถึงไม่เข้ามา  ป่านนี้พวกเจ้าหน้าที่คงจะปฏิบัติหน้ากันอยู่เป็นแน่  แต่กระนั้นเอกก็ยังสละเวลาอันมีค่ามาที่นี่เพื่อล้างแผลตามที่ฉันบอก


“อย่างนั้นเหรอ  ดีแล้วล่ะ” เอกว่าเขาสะพายปืนขึ้นไหล่อีกครั้ง “เพราะต่อไปพวกเจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็จะไม่มาที่กองอนามัยนี้อีกแล้ว”


“หมายความว่ายังไง   ทำไมชาวบ้านจะไม่มาที่นี่อีก” ฉันดึงแขนเขาเอาไว้ “คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ  ไม่อย่างนั้นคุณก็ออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”


“เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้มันใกล้กับกองอนามัยนี้มาก  ผมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นในพื้นที่จึงเสนอรายงาน  ขอให้กองอำนวยการย้ายคุณออกไปจากพื้นที่  อีกเดี๋ยวก็จะมีหมายคำสั่งลงมาจากกองอำนวยการ  คุณเคยรับคำสั่งทางไหนก็ไปรอจากรับจากทางนั้นแล้วกัน”


คำพูดประโยคนั้นทำให้ฉันแทบสิ้นสติ  ฉันรีบวิ่งออกจากห้องตรวจรักษาไปที่ห้องพักส่วนตัวซึ่งอยู่ที่ปลายสุดทางเดินทิศใต้ 


ในห้องนั้นฉันเปิดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเครื่องเก่ง   ซึ่งพกไปด้วยทุกทีออกมาจากกระเป๋าแล้วรีบเชื่อมต่อระบบเน็ตทันที  หลายๆ ครั้งที่ฉันจะรับคำสั่งจากระบบจดหมายอิเล็คทรอนิคเพื่อความปลอดภัย 


สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกล่องจดหมายเข้าคือ อีเมลล์จากกองอำนวยการ  เมื่อเปิดออกอ่านก็พบว่า มันเป็นหนังสือราชการที่แนบไฟล์ลงมา  หนังสือคำลั่งย้ายฉันกลับต้นสังกัดที่กรุงเทพภายในเที่ยงคืนวันนี้  หนังสือคำสั่งที่เป็นเหมือนกับคำตัดสินประหารฉันทั้งเป็น


“นี่คุณจะไปไหนน่ะ”

 

เสียงของเอกดังตามหลังมาในตอนที่ฉันวิ่งลงมาที่รถจิ๊บของกองอนามัย


“จะไปกองอำนวยการ  ฉันจะไม่ยอมย้ายไปไหนเด็ดขาด” ฉันบอกและเหวี่ยงตัวขึ้นรถก่อนที่จะขับออกมาโดยไม่รอให้เอกตามมาทัน


ฉันในตอนนั้นมีเพียงความโกรธที่อยู่ๆ ก็ถูกย้ายออกจากพื้นที่โดยไม่รู้ตัว  ความโกรธยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น   เมื่อได้รู้ว่าเอกและพวกเป็นคนเสนอชื่อของฉัน  เขาเป็นใคร  มาจากไหน  ทำไมถึงยุ่งเรื่องไม่เข้าเรื่อง 


การจะออกจากพื้นที่หรือไม่มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉัน   ฉันเลือกที่จะลงพื้นที่นี้เอง  ฉันก็จะออกไปจากที่นี่เมื่อถึงเวลาที่ต้องไป  ทำไมถึงต้องมาขัดขวางฉันจากสิ่งที่กำลังทุ่มเททำด้วย!


เมื่อมาถึงกองอำนวยการ  จุดศูนย์รวมการบัญชาการเกือบทั้งหมดของจังหวัด  ฉันลงจากรถระบายความโกรธในตอนที่เหวี่ยงประตูปิดเข้าที่เก่า  แล้วเดินย่ำเท้าโครมครามขึ้นไปบนกองอำนวยการในสภาพที่พร้อมจะระเบิดออกมาตลอดเวลา 


คนบนอาคารต่างก็หลบทางให้ทั้งสิ้น  ไม่มีใครอยากขวางพายุหมุนอารมณ์เต็มกำลังของฉันเลยแม้แต่คนเดียว 


ในที่สุดฉันก็หยุดลงที่หน้าห้องผู้อำนวยการศูนย์นี้แล้วเคาะประตูด้วยแรงอารมณ์


“ท่านคะ  ฉันร้อยโทหญิงศิริกานต์มาขอพบค่ะ” ฉันพูดทันทีหลังจากสิ้นเสียงเคาะประตูนั้น


“เข้ามาสิ” เสียงชายวัยกลางคนดังตอบกลับมา


ฉันเปิดเข้าไปในห้องนั้นแล้วเดินไปหยุดลงที่หน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของผอ.วัยชรา  ชายคนนั้นเหมือนกับว่ากำลังรอคอยการมาของฉันอยู่   สองมือของเขาประสานกันแน่นและมองฉันด้วยสายตาเด็ดขาดกว่าที่แล้วมา 


เขากำลังแสดงอำนาจซึ่งมีเหนือกว่าฉันอย่างเต็มที่  แต่ฉันปฏิเสธที่จะกลัวในอำนาจนั้นและมองจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้


“คิดแล้วสินะคะว่าฉันจะมา” ฉันถามก่อน


“ใช่แล้ว  ฉันเดาเอาไว้แล้ว” ผอ.ตอบ  น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท “ฉันขอบอกว่า ฉันยืนยันคำเดิมของตัวเอง  เธอจะต้องออกจากพื้นที่อันตรายนั่นภายในเที่ยงคืนวันนี้  เฮลิคอปเตอร์จากต้นสังกัดจะมารับเธอที่นี่”


“แต่ว่าฉันยังมีความสามารถมากพอที่จะอยู่ในพื้นที่นะคะ” ฉันบอก “ฉันเลือกเองที่จะลงพื้นที่นี้  ฉันก็จะออกจากพื้นที่ด้วยตัวเอง”


“ออกไปพร้อมกับธงที่ปิดร่างอย่างนั้นเหรอ  ร้อยโท!” ผอ.ขึ้นเสียงเด็ดขาด


ฉันแน่นิ่งหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น  ความลังเลที่จะตอบคำถามของผอ. เกิดขึ้น   ฉันจึงไตร่ตรองหาคำตอบที่ดีพอจะตอบคำถาม  ขณะสายตายังคงจ้องมองดวงตาเด็ดขาดตรงหน้าตลอดเวลา 


แต่กว่าที่ฉันจะสามารถหาคำตอบที่ดีพอ  อารมณ์ของฉันก็สงบลงมากแล้ว   และพร้อมที่จะเจรจาอย่างมีเหตุผลไร้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง


“ฉัน...ฉันเลือกแล้วที่จะลงพื้นที่นี้  เข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะได้รับ  ฉันมีสิทธิ์ที่จะเลือกแล้วว่าจะออกจากพื้นที่เมื่อไหร่  แม้ว่าจะต้องมีธงคลุมร่างกลับไปฉันก็ยอม...”


“ร้อยโท...เธอแน่ใจในสิ่งที่ตอบแล้วอย่างนั้นเหรอ” ผอ.ถามฉันอีกครั้ง  น้ำเสียงของเขาคราวนี้ช่างอ่อนโยนนุ่มนวล “ตรองดูให้จงดี  ที่นี่ไม่เหมือนกับพื้นที่ที่เธอเคยไปมาก่อนน่ะ  ไม่เหมือนกับอิรักที่ยังมีเจ้าหน้าที่ดูแลกองพยาบาลแนวหน้าตลอดเวลา  แต่ที่นี่มีเจ้าหน้าที่น้อยอย่างที่เห็น  อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ถึงนิสัยของเธอนะ  ยอมทิ้งความศักดิ์ศรีและทะเยอทะยานลงแล้วกลับไปต้นสังกัดเหมือนเดิมเถอะ  เธอไม่สามารถจะเอาชนะสถานการณ์ตอนนี้ได้หรอก  ร้อยโท”


ใช่  มันเป็นอย่างที่เขาบอก  เขารู้นิสัยของฉันอย่างถ่องแท้จริงๆ  ฉันเลือกลงพื้นที่อันตรายนั้นเพราะต้องการเอาชนะความอันตราย   ที่แม้แต่ชายชาตรียังต้องคิดไตร่ตรองอีกครั้งว่าควรจะลงพื้นที่เองหรือไม่  และสิ่งที่ฉันกำลังทำตอนนี้คือ การพยายามเอาชนะอำนาจที่เหนือกว่าตัวเองหลายเท่า   เพียงเพื่อให้ได้อยู่ในพื้นที่ต่อไป 


ฉันเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้วมันก็เป็นแค่การออกจากพื้นที่ไปเท่านั้น  แต่ว่าความเจ็บปวดที่กรีดลงที่หัวใจนี่มันอะไรกัน  ทำไมถึงได้เจ็บปวดมากขนาดนี้ด้วยแค่พ่ายแพ้อีกครั้งเท่านั้น 


อะไร...ทำไม...ภาพเหล่านี้...ภาพของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่เข้ามารักษาในสถานีอนามัยจึงลอยขึ้นมาในหัวของฉัน


และ...ทำไมเลือดในกายต้องไหลเวียนเรียกร้องให้อยู่ที่นี่ด้วย


“ค่ะ  ท่าน  ฉันจะออกไปจากที่นี่ตามคำสั่งค่ะ”


ในที่สุดฉันก็ยอมรับในความพ่ายแพ้


“แต่ฉันอยากให้ท่านได้จำเอาไว้ว่า การต่อสู้ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฉันครั้งนี้  ฉันต่อสู้ตามสัญชาตญาณแห่งสายโลหิตชาวไทย  แม้ต้องมีธงคลุมร่าง  แม้เลือดต้องหลั่งริน  ก็ขอให้เลือดนั้นหลั่งลงบนแผ่นดินนี้ที่ฉันเกิดและเติบโตขึ้นมาดีกว่าให้เลือดหลั่งลงบนแผ่นดินอื่นที่มิใช่ขวานทอง...”


“...เพราะถึงจะมีธงสามสี่ที่สูงค่าคลุมโลงศพกลับมาก็ไม่อาจภูมิใจได้อย่างเต็มที่  หากต้องตายก็ขอให้เลือดของฉันอาบฉานลงแผ่นดินนี้เป็นการตอบแทนที่ให้ได้โตขึ้นมาจะดีกว่า”


แล้วฉันก็ออกมาจากห้องเดินกลับลงไปที่รถจิ๊บซึ่งจอดรออย่างสงบ 


และในรถนั้นเองที่ฉันพยายามตรึกตรองในใจ  ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการอยู่ที่นี่ต่อด้วยเหตุผลใดกันแน่  เพียงเพื่อเอาชนะสถานการณ์เลวร้ายของที่นี่เท่านั้นจริงๆ น่ะเหรอ  อยู่เพียงเพื่อบอกว่าตัวเองสามารถอยู่รอดในพื้นที่อันตราย  และขาดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้อย่างนั้นเหรอ  หากเป็นอย่างนั้นทำไมฉันถึงต้องตอบไปแบบนั้นและเจ็บปวดอย่างนี้ด้วย


...ทำไมต้องร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องจากแดนดินนี้ด้วย...


................................................


ที่กองอนามัยฉันเก็บของเสร็จแล้ว   ขณะกำลังยืนคีย์แป้นคอมพิวเตอร์แล็บท้อปเพื่ออ่านหนังสือคำสั่งย้ายที่แสดงบนหน้าจอ  มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้   แต่ฉันอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น  นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่ทุ่มสิบห้านาที 


ฉันจะต้องออกจากพื้นที่นี้ทางเฮลิคอปเตอร์ภายในเวลาเที่ยงคืนของคืนนี้  แต่มันจะไม่ใช่การออกไปจากพื้นที่อย่างเต็มใจ   มือของฉันละจากคอมพิวเตอร์เครื่องบางไปยังปืนพกกึ่งอัตโนมัติซึ่งวางอยู่ข้างๆ กัน   หยิบมันขึ้นมาสำรวจว่ามันยังใช้การได้ดีพร้อมทั้งบรรจุกระสุนเต็มพิกัด   เพราะเวลานี้เป็นเวลาอันตรายที่สุดนับแต่เกิดสถานการณ์ร้อนขึ้น   อันตรายจนฉันเองก็ยังต้องคิดว่าจะรอเวลาเช้าเสียก่อน   แล้วค่อยเดินทางออกจากพื้นที่ดีหรือไม่


“คุณ...เชส...”


เสียงของเอกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ  ทำให้ฉันหันกลับไปทองเขาในเครื่องแบบลาดตะเวน   ปืนกระบอกยาวกำลังสูงที่ไหล่ของเขาชวนให้นึกถึงเรื่องร้ายเสียจริงๆ


“มีอะไรหรือคะ  ผู้กองเอก” ฉันถามพลางเก็บปืนพกลงซองรัดรอบอกและสวมคลุมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนตัวเก่ง “ถ้าจะมาล้างแผลฉันคงทำให้คุณไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”


“จะไปแล้วใช่มั้ย  เดี๋ยวผมจะไปส่ง” เขาว่า


ฉันหันมองเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจในสิ่งที่ได้ยิน  และทหารหนุ่มที่กำลังมองฉันด้วยสายตาจริงจัง  จนฉันยังต้องหวั่นไหวตามสายตานั้นไป  เพื่อกลบเกลื่อนท่าทางผิดปกติของตัวเอง  ฉันจึงหันมาปิดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปที่เปิดค้างไว้   แล้วสำรวจตัวเองว่าพร้อมสำหรับการเดินทางแล้วหรือไม่


แต่สุดท้ายฉันก็อดใจเอ่ยปากถามเขาไม่ได้


“แล้วงานล่ะ  ทิ้งงานไปส่งเจ้าหน้าที่เก่าโดนย้ายอย่างฉันมันดีแล้วหรือคะ”


ตอนนั้นเองที่มือหยาบวางโอบลงบนไหล่ข้างหนึ่งของฉัน  ขณะที่ร่างใหญ่กำยำเอนเอื้อมมือลงไปหยิบกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่สองใบที่วางอยู่เตียงสนามทำจากผ้าใบสีเขียว  ฉันได้แต่หันมองเจ้าของไหล่กว้างข้างกายนั้นด้วยความประหลาดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้


“คุณน่าห่วงพอๆ กับชาวบ้านนั้นแหละ” เขาว่า “แค่ไปส่งคุณที่กองอำนวยการ  แล้วก็กลับไม่เสียเวลามากเท่าไหร่หรอก  ดีเสียอีกเป็นการลาดตะเวนไปด้วย”


แล้วเอกก็ยกข้าวของของฉันออกจากห้องนอนลงสู่รถจิ๊บทหารที่รออยู่  ฉันเดินตามเอกไปอย่างช้าๆ พยายามเก็บรายละเอียดของกองอนามัยนี้เอาไว้ในความทรงจำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะฉันจะไม่มีโอกาสกลับมาในพื้นที่นี้อีกแล้ว  ทันทีที่กลับไปถึงต้นสังกัดฉันจะขอเป็นอาสาสมัครกลับไปอิรักอีกครั้ง  แน่นอนว่าจะต้องเป็นแนวหน้าในพื้นที่นั้นเหมือนที่แล้วๆ มา 


ที่นี่ฉันแพ้อย่างเจ็บปวด   แต่ว่าพื้นที่ต่อไปฉันจะชนะอย่างน่ายินดี   ทว่าความสับสนในตัวเองกลับยังคงอยู่  ความทะเยอทะยานไม่ได้เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ฉันอยู่ที่นี่อีกต่อไป  หากแต่เป็นสายเลือดต่างหากที่กำลังร่ำร้องให้ฉันมองผืนแผ่นดิน  แล้วหยุดลงที่นี่ในฐานะของหนึ่งอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คน 


แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว   เพราะฉันยอมแพ้ต่ออำนาจที่สูงกว่าไปเสียแล้ว


ในรถแทบไม่มีการพูดคุยใดระหว่างฉันกับเอกเกิดขึ้นเลย  เราสองคนนั่งอยู่ในรถที่กำลังวิ่งไปถนนมืดเงียบๆ  ฉันเอาแต่มองข้างทางตลอดเวลา   เพื่อมองสิ่งที่แทบจะไม่เคยสนใจในเวลาที่ผ่านๆ มา  ในตอนนี้มันช่างดูสวยงามอย่างหาที่สุดไม่ได้ 


แดนใดที่ขึ้นชื่อว่า ‘อันตราย’ มักเก็บซ่อนความงามเอาไว้เบื้องหลังหน้ากากที่น่ากลัว  ในใจได้แต่ภาวนาให้มันงดงามอย่างนี้ต่อไป  และพบกับความสุขสงบที่น่ารื่นรมย์เสียที  ฉันไม่อยากเห็นสีหน้าเป็นกังวลหวาดกลัวของเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไปแล้ว 


ทว่าในความเงียบนั้นวิทยุสื่อสารที่ติดบนบ่าของเอกก็คอยส่งเสียงรายงานเรื่องต่างๆ เป็นพักๆ   น่าแปลกที่ฉันสนใจทุกอย่างที่ดังผ่านลำโพงวิทยุ   ซึ่งทันใดนั้นเองเสียงที่ไม่ต้องการได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น


“อินทรีย์สีเขียว  เรียกศูนย์  อินทรีย์เขียวเรียกศูนย์  เกิดเหตุปะทะกันต้องการเจ้าหน้าที่เสริมและเจ้าหน้าที่แพทย์เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ  ขอย้ำรหัสแดง...ขอย้ำรหัสแดง...”


“จะเอายังไง” เอกถามฉัน “ในเขตนี้มีเพียงคุณเท่านั้นที่กล้าพอจะออกจากอนามัยไปเขตรหัสแดงน่ะ”


ในตอนนี้หน้าที่ของฉันหมดลง   ฉันมีสิทธิที่จะเมินเสียงนี้แล้วขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับต้นสังกัดตามคำสั่งเงียบๆ   ปล่อยให้คนอื่นๆ เผชิญหน้ากับเรื่องร้ายต่อไปตามบุญตามกรรมของตัวเอง   ทว่ารหัสแดงนั่น...


“...ช่วยพาฉันที่นั่นทีได้มั้ย” ฉันถามเขา “ฉันอยากทำหน้าที่...ครั้งสุดท้าย...”


เอกไม่ตอบอะไรแต่หยุดรถลงแล้วเลี้ยวกลับไปเดิมอีกครั้ง  ตอนนั้นเองที่ฉันหยิบปืนออกมาตรวจสอบอีกครั้ง  ในใจมีหลายสิ่งหลายอย่างปรากฏขึ้นมาทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย  แต่ช่างน่าประหลาดที่ฉันกลับไม่คิดกลัวเลยสักนิด  มันอาจเป็นเพราะสายเลือดที่กำลังร่ำร้องให้อยู่ในดินแดนนี้ก็เป็นได้ 


ทว่าอีกใจก็บอกให้หันมองชายที่อยู่กำลังขับรถอยู่ข้างๆ แล้วให้คิดว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้ฉันยังสบายใจอยู่ได้ 


กระนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรการไปพื้นที่รหัสแดงครั้งนี้จะเป็นหน้าที่สุดท้ายของฉัน


รถจิ๊บมาหยุดลงเมื่อถนนเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ  ที่กำลังตื่นตกใจและตึงเครียดจากการปะทะที่ไม่ตั้งตัว  ร่างของเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บหนักนอนเรียงกันภายใต้การคุ้มของเจ้าหน้าที่คนอื่นอย่างดี  ฉันลงมาจากรถกระเป๋าสัมภาระอีกใบตรงดิ่งเข้าไปดูอาการของเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บหนักมากที่สุดทันที


“เขาเป็นยังไงบ้าง” เอกเอ่ยปากถามขณะที่ฉันเริ่มห้ามเลือดจากบาดแผลถูกยิง


“เสียเลือดเยอะมาก  ชีพจรก็อ่อนจนแทบจับไม่ได้ด้วย” ฉันบอกเขาอย่างตรงไปตรงมา “ฉันไม่อยากให้ความหวังในความอยู่รอดของเขา  ให้ใครดูเขาเอาไว้ถ้าเขาหยุดหายใจก็เรียกฉันทันที”


แล้วฉันก็ผละจากเจ้าหน้าที่นายนั้นไปสู่อีกนาย  ตรวจดูอาการเบื้องต้นและปฐมพยาบาลพื้นฐานให้แล้วก็ผละไปสู่อีกนาย   ทำอย่างนั้นจนกระทั่งครบทุกคน 


แม้ว่ามันจะยากที่ต้องทำงานท่ามกลางความมืด  แต่แสงจันทร์และแสงจากไฟหน้ารถจิ๊บก็ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น  ประสาททุกส่วนของฉันทำงานเต็มที่ตึงตัวด้วยความรู้สึกเจ็บร้าวแปลกๆ ที่น่ากลัว


ปัง! อยู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมเสียงกระสุนที่กระทบลงบนพื้นถนนยางมะตอย   ฉันถึงกับขนลุกด้วยความตกใจและเสียวสันหลัง   ขณะเสียงสั่งการถอยหาที่หลบกระสุนข้างทางของเอกดังลั่น   ผู้ประสงค์ร้ายยังคงระดุมยิ่งกระสุนออกมาจากป่าละเมาะฝั่งตรงข้ามที่มืดจนมองไม่เห็น


เจ้าหน้าที่หลายคนต้องมาช่วยกันลากผู้บาดเจ็บหลบเข้าข้างทาง   ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ฉันที่พยายามช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มที่   แต่กระสุนที่ลอยว่อนจนต้องก้มหลบจนต่ำก็ทำให้ทำงานลำบากขึ้น


ทว่าร่างของฉันก็ต้องชะงักเซมีบางสิ่งปะทะเขาที่แผ่นหลังทะลุออกทางช่องท้องด้านหน้า   ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบอกได้อย่างดีว่า ถูกยิงเข้าเสียแล้ว


“โอ๊ย!”


“เชส!”


เอกรีบวิ่งเข้ามาประคองฉันเอาไว้  ในขณะเลือดอาบรินออกมาจากปากแผล   ฉันกุมแผลนั้นพยายามกัดฟันกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ให้เปล่งเสียงร้องมากกว่านี้   จากประสบการณ์เป็นแพทย์แนวหน้ามานานบอกได้ดี ว่ากระสุนที่สามารถสร้างความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วทั้งช่องท้องนี้คือชนิดไหน


และเพียงเท่านั้นมันก็บั่นทอนกำลังใจของฉันอย่างนักจนต้องทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเย็นเฉียบ   เพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไปยังโลกที่ทุกคนต้องพบเจอ   โดยไม่สนใจคนที่พยายามฉุดรั้งฉันเอาไว้เลย


“เชส  ลุกขึ้นเร็วเข้า” เอกพยายามลากแขนนำฉันเข้าข้างทาง   มือก็ลั่นไกยิงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้แขนฉัน “เชส...!”


ทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบลง...ทั้งเสียงปืน...เสียงตะโกน...หยุดอย่างกะทันหันเหมือนกับตอนที่มันเริ่มต้นขึ้นมา...


ฉันนอนอยู่ริมถนนในสภาพหายใจรวยริน   ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างจนแทบทนไม่ไหว   แต่ในใจก็นึกโล่งอกที่ทุกอย่างจบลงแล้ว   สายตาอันเลือนรางกำลังมองเจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่   ซึ่งพาตัวเองออกมาจากที่หลบภัย   แล้วโล่งใจกว่าเก่าที่ไม่เห็นใครบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก


เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะบาดเจ็บเพิ่มขึ้น   แต่ฉันก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะรักษาพวกเขาอีกต่อไปแล้ว   บาดแผลที่เกิดขึ้นทำให้ฉันต้องนอนนิ่งรอความตายเท่านั้น   กระนั้นฉันก็ยังหัวเราะ   เพราะมันเป็นการตายในหน้าที่แม้จะนอกราชการไปเสียหน่อยก็ตาม


ไม่นานก็มีรองเท้าคอมแบ็ตคู่ใหญ่มาหยุดลงตรงหน้า   ซึ่งผู้เป็นเจ้าของทรุดลงตรวจอาการบาดแผลที่ท้องฉันอย่างคร่าวๆ   ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด   เมื่อเลือดเริ่มไหล่ย้อนจากหลือดอาหารมาออกทางปากของฉัน  


เอกเอื้อมมือลงลูบผมและกุมมือของฉันเอาไว้แน่น


“แข็งใจไว้  หน่วยเสริมกับรถพยาบาลกำลังมา” เขาบอก “คนอื่นๆที่ปลอดภัยกำลังดูรถอยู่  เราจะพาคุณไปโรงพยาบาล”


“ขอบคุณ  แต่ฉันเข้าใจตัวของเองดี” ฉันว่าและหลับตาลง “ฉันอยู่ในสนามรบมานานย่อมรู้ดีว่ากระสุนที่โดนเป็นกระสุนแบบไหน  ลองโดนเจ้าหนูนี่เข้าไปแทบไม่มีทางรอดเลยล่ะ”


“คุณไม่สมควรตาย...” เอกรำพัน


“ฉันเลือกแล้วที่จะตาย  ผู้กองเอก  ปล่อยให้ฉันได้ตายที่นี่เถอะ” ฉันยิ้มบางๆ “อย่างน้อยจะได้ปลอบใจตัวเองว่าตายเพื่อแผ่นดินที่รักที่สุดในชีวิต...”


แต่เอกไม่ได้ตอบอะไรในคำพูดของฉัน   เขาเพียงลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไป   น่าแปลกที่ฉันนอนฟังเสียงฝีเท้าที่กำลังจางลงด้วยหัวใจอันโหวงเหวง   เป็นเพราะร่างกายเสียเลือดมากเกินไปหรืออย่างไรถึงได้รู้สึกแบบนี้   นี่หรือความรู้สึกของคนที่กำลังจะต้องตายโดยไร้คนดูใจ


ทว่าช่างเถอะ...ฉันคิดพร้อมหลับตาลง  เพราะฉันเลือกแล้วที่จะตายที่นี่  ความตายเองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรด้วย  เพียงแค่ละทิ้งร่างกายไปสู่การผจญใหม่ครั้งใหม่เท่านั้น 


การตายเพื่อปกป้องแผ่นดินขวานทองอันล้ำค่านี้มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด


แล้วอยู่ๆ ดวงตาของฉันก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความรู้สึกประหลาด   ฉันที่เริ่มหอบกระชั้นเพราะอาการเสียเลือดค่อยๆ กวาดสายตามองรอบข้าง   ก่อนจะได้เห็นภาพชายคนหนึ่งกำลังส่องปืนยาวไม่ทราบชนิดออกมาจากป่าละเมาะฝั่งตรงข้าม   ปลายกระบอกเล็งเป้าหมายไปยังเอกและเจ้าหน้าที่ที่เหลือ   ซึ่งยืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้ารถจิ๊บเพื่อพูดคุยวางแผนกันอยู่


เป็นอีกครั้งที่ฉันทำเรื่องแปลกที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น   มือของฉันเลื่อนเข้าไปดึงปืนพกที่เก็บเอาไว้ออกมา   แล้วยกขึ้นเล็งด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่


ในเมื่อเลือกแล้วที่จะตายก็ขอทำอะไรเป็นอย่างสุดท้ายจริงๆ หน่อยก็แล้วกัน  ครั้งสุดท้ายที่จะสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินอันบรรพบุรุษล้วนหวงแหนรักษาไว้แด่ลูกหลาน  และ...ปกป้องคนที่รักอย่างหาที่สุดไม่ได้


ปัง! กระสุนถูกส่งออกจากปากกระบอกปืนด้วยการเหนี่ยวไกอย่างยากลำบาก  มันเป็นการเล็งที่แม่นยำที่สุด   นับแต่ที่เป็นแพทย์ทหารแนวหน้าที่บางครั้งต้องจับอาวุธ  กระสุนโดนเข้าที่หัวของชายผู้ประสงค์ร้ายคนนั้นอย่างแรงจนล้มลง 


เขาตายมั้ยฉันไม่รู้  เจ้าหน้าที่ทั้งหลายตกใจมากแค่ไหนฉันก็ไม่รู้  ฉันรู้แต่เพียงว่ามือถือปืนของฉันตกลงกับพื้นอย่างแรงพร้อมกับตาที่ปิดลง  ทุกสิ่งล้วนเงียบงันนุ่มนวลลงเมื่อความตายกำลังเข้ามาเยี่ยมเยือน


...เลือดสีแดงฉานอาบรินจากร่างลงแผ่นดินบ้านเกิดแสนรัก  ฉันขอบูชาชีวิตและเลือดนี้สดุดีแด่แผ่นดินทองที่ให้ได้เติบโตขึ้นมา...


........................................


ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของฉันเงยขึ้นมองรอบห้องอันแสนโหวงเหวงนี้อีกครั้ง   สองมือกุมที่หน้าท้องซึ่งใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นี้   มีรอยแผลขนาดใหญ่เย็บกว่าร้อยเข็มที่เพิ่งหายสนิทได้ไม่นานทอดตัวอยู่   มันเป็นรอยแผลจากการถูกยิงในครั้งนั้น   คณะแพทย์พยายามอย่างที่สุดที่จะยื้อชีวิตของฉันเอาไว้


ในทันทีที่อาการทรงตัวพวกเขาก็ส่งตัวฉันกลับมารักษาที่กรุงเทพ   ฉันต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะค้นหาทางสว่าง   ซึ่งคือ การลืมตาฟื้นคืนสนิทกลับมายังโลกแห่งการดิ้นรนต่อสู้นี้   ขณะข้าวของทุกอย่างถูกกลับมายังต้นสังกัด  


และสิ่งแรกที่ฉันขอดูเพื่อเช็กสภาพความเสียหายทันทีที่พูดได้ก็คือ   คอมพิวเตอร์แล็ปท้อบเครื่องเก่ง   แม้บนตัวเครื่องจะมีหยาดเลือดสาดกระเซ็นไปโดนบ้าง   แต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในสภาพดีพร้อม


กระนั้นมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนให้นึกถึงวันอันเลวร้ายที่สุดในวันนั้นได้ดีที่สุด   ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์นั้นตราบจนชั่วชีวิตของฉัน


วันนี้ฉันกำลังเริ่มต้นดำเนินชีวิตใหม่   โดยมีบทเรียนอันสำคัญให้ศึกษาและก้าวเดินต่อไปโดยไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอย   ถึงจะอยากทำความสะอาดคอมพิวเตอร์แล็บท้อปตัวนี้   แล้วนำมันกลับมาใช้งานใหม่   แต่ใจก็บอกให้เก็บมันไว้เป็นอนุสรณ์ย้ำเตือนตัวเองต่อไป   ดังนั้นฉันจึงเกือบมันลงซองพลาสติกแล้ววางไว้บนโต๊ะตัวเดิม


ตอนนี้พายุในหัวใจของฉันได้สงบลงแล้ว   สิ่งที่เหลือมีอยู่เพียงหัวใจแห่งเหตุและผลเท่านั้น   ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็พร้อมแล้วที่จะยอมรับและผ่านมันไปด้วยหัวใจอันนิ่งสงบ   ฉันจะไม่ใช้อารมณ์ใดมาตัดสินปัญหาอีกต่อไป


สัมผัสหยาบแต่หนักแน่นจากอ้อมแขนกำยำที่รัดรอบร่าง   เรียวปากบางได้รู้ซึ่งจูบประทับที่นวลแก้มเปื้อนน้ำตาของฉัน


“มาอยู่นี่เอง” เสียงของเอกดังขึ้นที่ข้างหูเบาๆ “อยู่ๆ ก็หายมาทำให้คนอื่นเป็นห่วงรู้มั้ย”


ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนอื่นเลย   แต่เป็น ‘เอก’ ที่ก้าวเข้ามาเป็นคนพิเศษนับตั้งแต่วันนั้น   เพราะอาการเสียเลือดมากจนเลือดที่สต็อคเก็บไว้ไม่เพียงพอ   ก็ได้เขาซึ่งเป็นนายทหารคนเดียวที่มีกรุ๊บเลือดตรงกันในตอนนั้น   ช่วยบริจาคเลือดให้จนกระทั่งอาการเริ่มทรงตัวมากพอส่งออกนอกพื้นที่ทางเฮลิคอปเตอร์ทหาร


หลังจากนั้นในช่วงเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลก็ได้เขาที่คอยโทรมาหา   ช่วยให้คลายจากความเหงาเศร้าและหมดกำลังใจ   หัวใจที่ร่ำร้องทำให้ฉันเริ่มคบหากับเขาอย่างจริงจัง   แล้วจึงได้รู้ว่าเราทั้งสองคนมีหลายอย่างที่เหมือนกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักที่จะทำงานเสี่ยงอันตรายและแผ่นดินถิ่นเกิด 


ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันให้ฉันตัดสินใจเรื่องสำคัญ


“รอยน้ำตา  คิดถึงวันนั้นอีกหรือ” เอกกระซิบพลางเกลี่ยน้ำตาให้ฉัน


“นิดหน่อยน่ะค่ะ  แต่ว่าของทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วหรือคะ” ฉันถาม


“พร้อมแล้วล่ะ  รอเวลาขึ้นรถเท่านั้นเอง” เอกบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าคุณจะอยากกลับไปพื้นที่ภาคใต้อีกน่ะ  พวกผู้ใหญ่เขาอยากให้คุณอยู่ที่กรุงเทพนี่จะตายไป”


ฉันได้ฟังแล้วก็ยิ้ม  ใช่แล้ว  ฉันตัดสินใจที่จะกลับลงไปทำราชการในพื้นที่เสี่ยงอันตรายแห่งนั้นอีกครั้ง   เพียงแต่ครั้งนี้จำกัดตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย คือ ประจำอยู่ที่สถานีอนามัยใกล้กับศูนย์อำนวยการ   และจะไม่ลงพื้นที่รหัสแดงตามใจชอบและโดยไม่มีความจำเป็น


แม้ว่ามันจะขัดกับความเป็นตัวของตัวเองไปบ้าง   แต่อย่างน้อยฉันก็ยังได้ทำงานอยู่ในดินแดนที่เลือดเคยหลั่งรดมาแล้ว 


“นั่นสินะ” ฉันแสดงความเห็นด้วยพร้อมยิ้มหวาน “แต่ว่าต้องยอมรับว่าฉันไม่อาจจะปฏิเสธความต้องการที่แท้จริงในสายเลือดของฉันได้เลย  ฉันอยากทำงานในพื้นที่นั้นและช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้แม้ว่าสันติภาพจะมาช้า  แต่สักวันมันจะต้องมา...”


ถูกแล้วล่ะ  สักวันสันติภาพจะมาถึง   เพราะผืนแผ่นดินนี้ถูกอาบด้วยเลือดที่ไหลหลั่งมาจากร่างผู้พลีชีพ   เพื่อปกป้องปวงประชาและบ้านเกิดเมืองนอนของตนแผ่นดิน


แม้ว่าเลือดของฉันที่รินรดแผ่นดินจะไม่อาจเทียบกับเลือดของเหล่าบรรพบุรุษ   ซึ่งเคยเสียเลือดเสียเนื้อปกป้องพื้นปฐพีขวานทองนี้ไว้   แต่ฉันก็ยินดีที่เสียมันไปเพื่อเป็นการสดุดีต่อแผ่นดินที่ได้หล่อเลี้ยงจนเติบโต  


ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้วจะอยู่ที่นี่และตายที่นี่  หลั่งโลหิตเพื่อบูชาบนแผ่นดินไทยอันล้ำค่าแห่งนี้ชั่วนิรันดร์


ให้เลือดหลั่งรินลงบนแผ่นดินนี้   

ให้เชื้อทวีสืบต่อไปไม่ขาดสาย

ให้ชาติไทยคงอยู่จนตัวตาย    

ให้ร่างกายเป็นเถ้าถมกลบแผ่นดิน.


---------

The End

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet