The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรคู่บัลลังก์ บทนำ
posted on 25 Jan 2009 21:25 by keiseisang in TheEagleGuard
The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรพิทักษ์บัลลังก์
บทนำ
จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งการพิทักษ์และเสียสละที่เล่าขายไปทั่วทั้งทวีปโซเดน มหาทวีปที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรโอเดลาสนั้น เกิดขึ้นภายใน ‘อาณาจักรนาเทเชีย’ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่ดูแลความเป็นไปในมหาทวีปแห่งนี้ มันเป็นเรื่องราวที่เล่าขานมาตั้งแต่ยุคสมัยที่สัตว์อสูรยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ในฐานะของผู้พิทักษ์อาณาจักรที่ตั้งอยู่ในมหาทวีปแห่งนี้
ย้อนกลับไปในตอนที่เริ่มตั้งอาณาจักรขึ้นเมื่อประมาณสามพันหกร้อยปีก่อนนั้น ปฐมกษัตริย์ซันนัสทรงสถาปนาอาณาจักรขึ้นบนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และรัตนชาติทางตะวันออกของทวีป โดยมีฟราน...อินทรีวิเศษคอยช่วยเหลือให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ในยามที่มีศึกสงครามเกิดขึ้นทั้งองค์กษัตริย์และสัตว์อสูรจะร่วมมือกันต่อสู้ปกป้องบ้านเมืองอย่างสุดกำลัง ทำให้นาเทเชียกลายเป็นอาณาจักรเล็กๆ แต่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก
และหลังจากที่กษัตริย์ซันนัสทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ฟรานก็คอยทำหน้าที่เลือกสรรกษัตริย์พระองค์ใหม่ตามกฎมนเทียรบาล ซึ่งเขาจะเลือกจากทายาทพระเจ้าแผ่นดินที่มีชะตากรรมเหมาะสมเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้น นั่นยิ่งส่งเสริมให้อาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้แผ่ขยายอำนาจเกรียงไกรออกไปมากขึ้น
ทว่าหายนะกลับมาเยือนอาณาจักรนาเทเชียอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ เพียงเจ็ดชั่วรุ่นนับจากองค์กษัตริย์ซันนัส อาณาจักรนาเทเชียก็เกือบจะถึงการดับสลายเมื่อถูกอาณาจักรใหญ่ที่สุดนาม ‘มาเนส’ เข้าโจมตีอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว พวกมันบดขยี้กองทัพของนาเทเชียจนพ่ายแพ้ย่อยยับ องค์กษัตริย์ในสมัยนั้นจึงต้องคุมกองทัพออกไปรับศึกด้วยตนเอง โดยไม่สนใจเลยว่าสภาพพระวรกายกำลังอ่อนแอจากการประทับตราพิทักษ์ของฟราน
ผลจากการต่อสู้ในครั้งนั้น...องค์กษัตริย์ทรงบาดเจ็บสาหัส ฟรานที่มีร่างกายอ่อนแอเช่นกันจึงจำต้องออกมาช่วยตามคำขอร้องของปวงชน ซึ่งเขาต้องรบกับ ‘เคิร์ท’ อินทรีวิเศษสีดำที่เกิดมาพร้อมกันอย่างรุนแรงกลางสมรภูมิ มันเป็นการรบระหว่างสัตว์อสูรที่กองทัพมนุษย์ได้แต่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ สุดท้ายผลจบลงด้วยชัยชนะอย่างอยากลำบากของฟราน กองทัพมาเนสและเคิร์ทต้องล่าถอยกลับอาณาจักรไป
แต่เพราะฟรานฝืนใช้ร่างกายต่อสู้ทั้งๆ ที่อ่อนแอจากการประทับตราพิทักษ์ ทำให้เขาไม่เหลืออำนาจในการคงสภาพร่างกายของตนเอาไว้ได้ อินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียจึงจากไปโดยทิ้งบุตรสาวที่ยังเล็กและคำทำนายเอาไว้เบื้องหลัง
“ข้าจะกลับมาในวันที่สองนารีนัยน์ตาต่างสีถือกำเนิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในนารีนั้นจักเป็นเจ้าของข้าไปตลอดกาล...”
++++++++++++
กาลเวลาผ่านเลยไปนานกว่าสี่ร้อยปี อาณาจักรนาเทเชียต้องปกครองตนเองโดยปราศจากสัตว์อสูรคอยคุ้มครอง เพราะบุตรสาวที่ควรสืบทอดตำแหน่งของฟรานหายสาบสูบไปอย่างลึกลับ ซึ่งอาณาจักรต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามากร่ำกราย ทั้งภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และภัยจากโรคระบาดให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนมากนัก บ้านเมืองที่เคยรุ่งเรืองเริ่มทรุดโทรมมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้กษัตริย์ในรุ่นต่อๆ มาจะพยายามหาทางบรรเทาและป้องกันภัยพิบัติเหล่านั้น แต่ก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สำเร็จผล ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาที่ต้องประสบปัญหาเดิมซ้ำๆ โดยวิธีการแก้ไขของกษัตริย์ไม่อาจช่วยเหลือได้เลย
ตราบจนกระทั่งมาถึงยุคสมัยกษัตริย์ดาริงโทส พระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งนาเทเชียสืบต่อจากพระราชบิดาและทำนุบำรุงบ้านเมืองอย่างทุ่มเท ทรงเร่งแก้ปัญหาทุกด้านอย่างมีระบบและตรงจุดยิ่งกว่ากษัตริย์รุ่นก่อนๆ ทำให้ปัญหาหลายอย่างหายไปในรัชสมัยของพระองค์ และหลังจากขึ้นครองราชย์ได้สี่ปีพระราชินีคู่พระทัยก็ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาฝาแฝดให้เชยชม
และในคืนที่พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ทรงประสูตินั้น ได้บังเกิดบังเกิดเห็นอัศจรรย์ขึ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับฟรานที่ตายจากไปขึ้น เมื่อหุบเคเซรัสสีดำทะมึนอันเคยเป็นที่พำนักของฟรานกลายเป็นสีเขียวชอุ่มเหมือนแมกไม้ยามต้องฝน ท้องฟ้าเบื้องบนเหนือนครหลวงนาเทเชียและเคเซรัสปรากฏออร่าหลากสีสันมาเริงระบำอย่างสวยสดงดงาม และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในนาเทเชียเองก็เลือนหายราวกับถูกอำนาจของใครบางคนลบเลือนไปอย่างง่ายดายนัก ประชาชนต่างก็ดีใจเพราะคิดว่าฟรานได้ฟื้นคืนชีพกลับมาตามคำทำนายอีกครั้ง
ถ้าหากว่าเหตุการณ์มหัศจรรย์ในคืนประสูติของพระราชธิดาทั้งสอง มีความเกี่ยวข้องกับคำทำนายและการกลับมาของฟรานแล้วล่ะก็...มันคงจะถูกพิสูจน์ได้จากพระราชธิดาฝาแฝดทั้งสององค์ เพราะพระองค์หนึ่งนั้นนัยน์ตาสีแดงดังถูกแต่งแต้มด้วยหยดเลือด และอีกพระองค์มีดวงตาสีเขียวดั่งถูกประดับด้วยมรกตแสนงาม
แต่ว่าพระราชธิดาพระองค์ใดเล่า...จักได้ผูกพันกับอินทรีวิเศษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตนนั้น
+++++++++
สิบเก้าปีให้หลังจากการประสูติของเจ้าหญิงรัชทายาททั้งสอง กษัตริย์ดาริงโทสก็ทรงประชวรอย่างหนักจนไม่อาจว่าราชการได้อีก เหล่าขุนนางและประชาชนต่างก็หวั่นเกรงว่าจะต้องสูญเสียมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ไป แต่คณะแพทย์ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งชีวิตพระองค์จากโรคร้ายที่กำลังลุกลามไปทั่วร่างได้ ทั้งหมดทำได้เพียงรอคอยส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัยเท่านั้น
และในค่ำคืนสุดท้ายของพระชนม์ชีพ...องค์กษัตริย์ทรงตรัสเรียกพระราชธิดาทั้งสองมาพบเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหญิงสาวผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียวนั่งซบบ่าร้องไห้กับพระราชบิดาด้วยความเศร้าเสียใจ ใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นหญิงสาวหน้าเหมือนกันแต่มีดวงตาสีดำกล่ำยืนมองด้วยใบหน้านิ่งสนิท ทว่าภายในนัยน์ตาสีโลหิตคู่นั้นยังพอสะท้อนให้เห็นถึงความเศร้าอย่างแสนสาหัส
“วันนี้พ่อคงจะจากพวกเจ้าไปเป็นแน่แท้” กษัตริย์ดาริงโทสทรงตรัสกับพระราชธิดา
“ไม่เพคะ พระองค์จะทรงอยู่เป็นร่มโพธิร่มไทรของเราอีกนานนัก” หญิงสาวตาสีเขียวเงยหน้าขึ้นมามองอย่างดื้อรั้น “พวกลูกสูญเสียพระมารดาไปแล้ว แต่จะไม่เสียพระองค์ไปอีกอย่างเด็ดขาดเพคะ”
“ไม่มีสามารถ...ห้าม...ความตาย...ได้หรอก...นารินเซีย...” กษัตริย์ดาริงโทสทรงทอดพระสุรเสียงยาว “นาริน...นารินย่า...เข้ามา...หา...”
“ลูกอยู่ที่ที่นี่แล้วเพคะ” หญิงสาวตาสีแดงรีบเข้าไปกุมพระหัตถ์ของพระบิดาไว้ “ทรงอยากตรัสสิ่งใดกับลูกหรือเพคะ”
“ขอ...ขอโทษนะ...ที่ทำให้...เจ้าต้อง...เดือดร้อน...มา...ตลอด...” กษัตริย์ดาริงโทสตรัสช้าๆ
“หามิได้เพคะ ลูกทำทุกอย่างลงไปก็เพื่อบ้านเมืองและประชาชนเพคะ” นารินย่ารีบชี้แจ้ง “และเพราะการเคี่ยวเข็ญสั่งสอนของท่านพ่อ ลูกถึงได้เจนจบศาสตร์การศึกและปกครองมาช่วยราชการของพระองค์ได้ ไม่ว่าลูกจะได้ขึ้นเป็นราชินีหรือไม่...ลูกก็พร้อมที่จะทำเพื่อบ้านเมืองเพคะ”
กษัตริย์ดาริงโทสเพียงกระพริบพระเนตรคล้ายรับคำในคำพูดนั้น ขณะที่บุตรสาวคนเล็ก...นารินเซียเริ่มส่งเสียงสะอื้นหนักขึ้น หญิงสาวพยายามตระกองกอดเหนี่ยวพระราชบิดาไว้อย่างดื้อรั้น เหล่าขุนนางที่รอส่งเสด็จต่างก็พากันเบือนหน้านี้ด้วยความเศร้าใจอย่างยิ่ง หากจะมีก็เพียงนารินย่าที่พยายามสะกดกลั้นน้ำตาและปลอบโยนน้องสาวไปพร้อมกัน
“หยุดร้องไห้เถอะน้องรัก เจ้าไม่ควรทำให้ท่านพ่อไม่สบายใจนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่น
“แต่ท่านพ่อกำลังจะจากไปแล้วมิใช่หรือ นาเทเชีย...พวกเรากำลังจะลอยเคว้งกลางทะเลที่มีคลื่นบ้าคลั่ง” นารินเซียหันมากอดพระพี่นาง “มีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่จะปกป้องพวกเราได้ พระพี่นางต้องช่วยกันรั้งเอาไว้นะเพคะ...”
“นาเทเชีย...ไม่ล่ม...สลายอย่าง...แน่นอน...เพราะท่านฟราน...กลับมาแล้ว...” กษัตริย์ดาริงโทสทรงตรัส “และ...แผ่นดิน...ยังมีนารินย่า...และมันนอส...สามีของเจ้าอยู่...ทั้งคู่จะต้อง...รักษา...นาเทเชีย...ได้...แน่นอน...”
องค์กษัตริย์ทรงแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววชิงชังที่ฉายวูบบนใบหน้าของนารินย่า ในวินาทีที่ทรงตรัสนาม ‘มันนอส’ พระสวามีของนารินเซีย แต่พระองค์กลับทรงยิ้มให้แก่พระราชบุตรีองค์โตด้วยความรัก จนหญิงสาวไม่อาจทำใจทะนงกลั้นน้ำตาของตนได้อีกต่อไป มันหยดลงมาเป็นสายพร้อมกับร่างที่โผมาหาของน้องสาว
“บัลลังก์แห่ง...นาเทเชีย...ให้ตกทอด...ตาม...สาย...เลือด...”
สิ้นพระสุรเสียงนั้น ดวงพระเนตรขององค์กษัตริย์ก็นิ่งแข็งไปทำให้แพทย์หลวงผู้หนึ่งต้องเข้ามาตรวจพระอาการอีกครั้ง โดยมีสายตาหวาดหวั่นของเจ้าหญิงทั้งสองทอดมองอยู่ตลอดเวลา และครู่ต่อมาเขาก็ส่ายศีรษะด้วยสีหน้าทุกข์เศร้า ทำให้เสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงนารินเซียดังขึ้นด้วยความเสียใจในทันทีนั้น เจ้าหญิงนารินย่าหลับตาลงสดับเสียงสะอื้นนั้นเล็กน้อย ก่อนจะหยัดตัวขึ้นปิดพระเนตรของมหาราชแห่งนาเทเชียลงด้วยความเศร้า
“จงป่าวประกาศไปทั่วแผ่นดินเถิด...”
น้ำเสียงหวานที่สั่นเครือถูกเอ่อด้วยความทุกข์ระทม ซึ่งขุนนางทุกคนน้อมเกล้ารับคำสั่งอย่างเต็มใจ
“กษัตริย์ดาริงโทส มหาราชแห่งนาเทเชียและพระราชบิดาของพวกเรา เจ้าหญิงนารินย่าและเจ้าหญิงนารินเซีย เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว”
+++
TBC
edit @ 25 Jan 2009 23:22:24 by keiseisang
edit @ 25 Jan 2009 23:26:17 by keiseisang
)
นิยายน่าอ่านมากรุย..
เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจะเข้ามาอ่านน๊า
(ตอนนี้แอบเล่นในเวลางาน อิอิ..เสียวหลังวู๊บๆ)
#1 By Yasu" on 2009-01-26 10:07