The Eagle Guard ตำนานเทพอสูรพิทักษ์บัลลังก์


บทนำ

จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งการพิทักษ์และเสียสละที่เล่าขายไปทั่วทั้งทวีปโซเดน   มหาทวีปที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรโอเดลาสนั้น   เกิดขึ้นภายใน ‘อาณาจักรนาเทเชีย’ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่ดูแลความเป็นไปในมหาทวีปแห่งนี้   มันเป็นเรื่องราวที่เล่าขานมาตั้งแต่ยุคสมัยที่สัตว์อสูรยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์   ในฐานะของผู้พิทักษ์อาณาจักรที่ตั้งอยู่ในมหาทวีปแห่งนี้


ย้อนกลับไปในตอนที่เริ่มตั้งอาณาจักรขึ้นเมื่อประมาณสามพันหกร้อยปีก่อนนั้น   ปฐมกษัตริย์ซันนัสทรงสถาปนาอาณาจักรขึ้นบนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และรัตนชาติทางตะวันออกของทวีป   โดยมีฟราน...อินทรีวิเศษคอยช่วยเหลือให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี   ในยามที่มีศึกสงครามเกิดขึ้นทั้งองค์กษัตริย์และสัตว์อสูรจะร่วมมือกันต่อสู้ปกป้องบ้านเมืองอย่างสุดกำลัง   ทำให้นาเทเชียกลายเป็นอาณาจักรเล็กๆ แต่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก


และหลังจากที่กษัตริย์ซันนัสทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว   ฟรานก็คอยทำหน้าที่เลือกสรรกษัตริย์พระองค์ใหม่ตามกฎมนเทียรบาล   ซึ่งเขาจะเลือกจากทายาทพระเจ้าแผ่นดินที่มีชะตากรรมเหมาะสมเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้น   นั่นยิ่งส่งเสริมให้อาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้แผ่ขยายอำนาจเกรียงไกรออกไปมากขึ้น


ทว่าหายนะกลับมาเยือนอาณาจักรนาเทเชียอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ   เพียงเจ็ดชั่วรุ่นนับจากองค์กษัตริย์ซันนัส   อาณาจักรนาเทเชียก็เกือบจะถึงการดับสลายเมื่อถูกอาณาจักรใหญ่ที่สุดนาม ‘มาเนส’ เข้าโจมตีอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว   พวกมันบดขยี้กองทัพของนาเทเชียจนพ่ายแพ้ย่อยยับ   องค์กษัตริย์ในสมัยนั้นจึงต้องคุมกองทัพออกไปรับศึกด้วยตนเอง   โดยไม่สนใจเลยว่าสภาพพระวรกายกำลังอ่อนแอจากการประทับตราพิทักษ์ของฟราน


ผลจากการต่อสู้ในครั้งนั้น...องค์กษัตริย์ทรงบาดเจ็บสาหัส   ฟรานที่มีร่างกายอ่อนแอเช่นกันจึงจำต้องออกมาช่วยตามคำขอร้องของปวงชน   ซึ่งเขาต้องรบกับ ‘เคิร์ท’ อินทรีวิเศษสีดำที่เกิดมาพร้อมกันอย่างรุนแรงกลางสมรภูมิ   มันเป็นการรบระหว่างสัตว์อสูรที่กองทัพมนุษย์ได้แต่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ   สุดท้ายผลจบลงด้วยชัยชนะอย่างอยากลำบากของฟราน   กองทัพมาเนสและเคิร์ทต้องล่าถอยกลับอาณาจักรไป


แต่เพราะฟรานฝืนใช้ร่างกายต่อสู้ทั้งๆ ที่อ่อนแอจากการประทับตราพิทักษ์   ทำให้เขาไม่เหลืออำนาจในการคงสภาพร่างกายของตนเอาไว้ได้   อินทรีวิเศษแห่งนาเทเชียจึงจากไปโดยทิ้งบุตรสาวที่ยังเล็กและคำทำนายเอาไว้เบื้องหลัง


“ข้าจะกลับมาในวันที่สองนารีนัยน์ตาต่างสีถือกำเนิดขึ้น   ซึ่งหนึ่งในนารีนั้นจักเป็นเจ้าของข้าไปตลอดกาล...”


++++++++++++


กาลเวลาผ่านเลยไปนานกว่าสี่ร้อยปี   อาณาจักรนาเทเชียต้องปกครองตนเองโดยปราศจากสัตว์อสูรคอยคุ้มครอง   เพราะบุตรสาวที่ควรสืบทอดตำแหน่งของฟรานหายสาบสูบไปอย่างลึกลับ   ซึ่งอาณาจักรต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามากร่ำกราย   ทั้งภัยสงคราม   ภัยธรรมชาติ   และภัยจากโรคระบาดให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนมากนัก   บ้านเมืองที่เคยรุ่งเรืองเริ่มทรุดโทรมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แม้กษัตริย์ในรุ่นต่อๆ มาจะพยายามหาทางบรรเทาและป้องกันภัยพิบัติเหล่านั้น   แต่ก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สำเร็จผล   ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาที่ต้องประสบปัญหาเดิมซ้ำๆ โดยวิธีการแก้ไขของกษัตริย์ไม่อาจช่วยเหลือได้เลย


ตราบจนกระทั่งมาถึงยุคสมัยกษัตริย์ดาริงโทส   พระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งนาเทเชียสืบต่อจากพระราชบิดาและทำนุบำรุงบ้านเมืองอย่างทุ่มเท   ทรงเร่งแก้ปัญหาทุกด้านอย่างมีระบบและตรงจุดยิ่งกว่ากษัตริย์รุ่นก่อนๆ   ทำให้ปัญหาหลายอย่างหายไปในรัชสมัยของพระองค์   และหลังจากขึ้นครองราชย์ได้สี่ปีพระราชินีคู่พระทัยก็ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาฝาแฝดให้เชยชม


และในคืนที่พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ทรงประสูตินั้น   ได้บังเกิดบังเกิดเห็นอัศจรรย์ขึ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับฟรานที่ตายจากไปขึ้น   เมื่อหุบเคเซรัสสีดำทะมึนอันเคยเป็นที่พำนักของฟรานกลายเป็นสีเขียวชอุ่มเหมือนแมกไม้ยามต้องฝน   ท้องฟ้าเบื้องบนเหนือนครหลวงนาเทเชียและเคเซรัสปรากฏออร่าหลากสีสันมาเริงระบำอย่างสวยสดงดงาม   และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในนาเทเชียเองก็เลือนหายราวกับถูกอำนาจของใครบางคนลบเลือนไปอย่างง่ายดายนัก   ประชาชนต่างก็ดีใจเพราะคิดว่าฟรานได้ฟื้นคืนชีพกลับมาตามคำทำนายอีกครั้ง


ถ้าหากว่าเหตุการณ์มหัศจรรย์ในคืนประสูติของพระราชธิดาทั้งสอง   มีความเกี่ยวข้องกับคำทำนายและการกลับมาของฟรานแล้วล่ะก็...มันคงจะถูกพิสูจน์ได้จากพระราชธิดาฝาแฝดทั้งสององค์   เพราะพระองค์หนึ่งนั้นนัยน์ตาสีแดงดังถูกแต่งแต้มด้วยหยดเลือด   และอีกพระองค์มีดวงตาสีเขียวดั่งถูกประดับด้วยมรกตแสนงาม


แต่ว่าพระราชธิดาพระองค์ใดเล่า...จักได้ผูกพันกับอินทรีวิเศษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตนนั้น 

 

+++++++++

 

สิบเก้าปีให้หลังจากการประสูติของเจ้าหญิงรัชทายาททั้งสอง   กษัตริย์ดาริงโทสก็ทรงประชวรอย่างหนักจนไม่อาจว่าราชการได้อีก   เหล่าขุนนางและประชาชนต่างก็หวั่นเกรงว่าจะต้องสูญเสียมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ไป   แต่คณะแพทย์ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งชีวิตพระองค์จากโรคร้ายที่กำลังลุกลามไปทั่วร่างได้   ทั้งหมดทำได้เพียงรอคอยส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัยเท่านั้น


และในค่ำคืนสุดท้ายของพระชนม์ชีพ...องค์กษัตริย์ทรงตรัสเรียกพระราชธิดาทั้งสองมาพบเป็นครั้งสุดท้าย   ซึ่งหญิงสาวผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียวนั่งซบบ่าร้องไห้กับพระราชบิดาด้วยความเศร้าเสียใจ   ใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นหญิงสาวหน้าเหมือนกันแต่มีดวงตาสีดำกล่ำยืนมองด้วยใบหน้านิ่งสนิท   ทว่าภายในนัยน์ตาสีโลหิตคู่นั้นยังพอสะท้อนให้เห็นถึงความเศร้าอย่างแสนสาหัส


“วันนี้พ่อคงจะจากพวกเจ้าไปเป็นแน่แท้” กษัตริย์ดาริงโทสทรงตรัสกับพระราชธิดา


“ไม่เพคะ   พระองค์จะทรงอยู่เป็นร่มโพธิร่มไทรของเราอีกนานนัก” หญิงสาวตาสีเขียวเงยหน้าขึ้นมามองอย่างดื้อรั้น “พวกลูกสูญเสียพระมารดาไปแล้ว   แต่จะไม่เสียพระองค์ไปอีกอย่างเด็ดขาดเพคะ”


“ไม่มีสามารถ...ห้าม...ความตาย...ได้หรอก...นารินเซีย...” กษัตริย์ดาริงโทสทรงทอดพระสุรเสียงยาว “นาริน...นารินย่า...เข้ามา...หา...”


“ลูกอยู่ที่ที่นี่แล้วเพคะ” หญิงสาวตาสีแดงรีบเข้าไปกุมพระหัตถ์ของพระบิดาไว้ “ทรงอยากตรัสสิ่งใดกับลูกหรือเพคะ”


“ขอ...ขอโทษนะ...ที่ทำให้...เจ้าต้อง...เดือดร้อน...มา...ตลอด...” กษัตริย์ดาริงโทสตรัสช้าๆ


“หามิได้เพคะ   ลูกทำทุกอย่างลงไปก็เพื่อบ้านเมืองและประชาชนเพคะ” นารินย่ารีบชี้แจ้ง “และเพราะการเคี่ยวเข็ญสั่งสอนของท่านพ่อ   ลูกถึงได้เจนจบศาสตร์การศึกและปกครองมาช่วยราชการของพระองค์ได้   ไม่ว่าลูกจะได้ขึ้นเป็นราชินีหรือไม่...ลูกก็พร้อมที่จะทำเพื่อบ้านเมืองเพคะ”


กษัตริย์ดาริงโทสเพียงกระพริบพระเนตรคล้ายรับคำในคำพูดนั้น   ขณะที่บุตรสาวคนเล็ก...นารินเซียเริ่มส่งเสียงสะอื้นหนักขึ้น   หญิงสาวพยายามตระกองกอดเหนี่ยวพระราชบิดาไว้อย่างดื้อรั้น   เหล่าขุนนางที่รอส่งเสด็จต่างก็พากันเบือนหน้านี้ด้วยความเศร้าใจอย่างยิ่ง   หากจะมีก็เพียงนารินย่าที่พยายามสะกดกลั้นน้ำตาและปลอบโยนน้องสาวไปพร้อมกัน


“หยุดร้องไห้เถอะน้องรัก   เจ้าไม่ควรทำให้ท่านพ่อไม่สบายใจนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่น


“แต่ท่านพ่อกำลังจะจากไปแล้วมิใช่หรือ   นาเทเชีย...พวกเรากำลังจะลอยเคว้งกลางทะเลที่มีคลื่นบ้าคลั่ง” นารินเซียหันมากอดพระพี่นาง “มีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่จะปกป้องพวกเราได้   พระพี่นางต้องช่วยกันรั้งเอาไว้นะเพคะ...”


“นาเทเชีย...ไม่ล่ม...สลายอย่าง...แน่นอน...เพราะท่านฟราน...กลับมาแล้ว...” กษัตริย์ดาริงโทสทรงตรัส “และ...แผ่นดิน...ยังมีนารินย่า...และมันนอส...สามีของเจ้าอยู่...ทั้งคู่จะต้อง...รักษา...นาเทเชีย...ได้...แน่นอน...”


องค์กษัตริย์ทรงแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววชิงชังที่ฉายวูบบนใบหน้าของนารินย่า   ในวินาทีที่ทรงตรัสนาม ‘มันนอส’ พระสวามีของนารินเซีย   แต่พระองค์กลับทรงยิ้มให้แก่พระราชบุตรีองค์โตด้วยความรัก   จนหญิงสาวไม่อาจทำใจทะนงกลั้นน้ำตาของตนได้อีกต่อไป   มันหยดลงมาเป็นสายพร้อมกับร่างที่โผมาหาของน้องสาว


“บัลลังก์แห่ง...นาเทเชีย...ให้ตกทอด...ตาม...สาย...เลือด...”


สิ้นพระสุรเสียงนั้น  ดวงพระเนตรขององค์กษัตริย์ก็นิ่งแข็งไปทำให้แพทย์หลวงผู้หนึ่งต้องเข้ามาตรวจพระอาการอีกครั้ง   โดยมีสายตาหวาดหวั่นของเจ้าหญิงทั้งสองทอดมองอยู่ตลอดเวลา   และครู่ต่อมาเขาก็ส่ายศีรษะด้วยสีหน้าทุกข์เศร้า   ทำให้เสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงนารินเซียดังขึ้นด้วยความเสียใจในทันทีนั้น   เจ้าหญิงนารินย่าหลับตาลงสดับเสียงสะอื้นนั้นเล็กน้อย   ก่อนจะหยัดตัวขึ้นปิดพระเนตรของมหาราชแห่งนาเทเชียลงด้วยความเศร้า


“จงป่าวประกาศไปทั่วแผ่นดินเถิด...”


น้ำเสียงหวานที่สั่นเครือถูกเอ่อด้วยความทุกข์ระทม   ซึ่งขุนนางทุกคนน้อมเกล้ารับคำสั่งอย่างเต็มใจ


“กษัตริย์ดาริงโทส มหาราชแห่งนาเทเชียและพระราชบิดาของพวกเรา เจ้าหญิงนารินย่าและเจ้าหญิงนารินเซีย เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว” 


+++

TBC

edit @ 25 Jan 2009 23:22:24 by keiseisang

edit @ 25 Jan 2009 23:26:17 by keiseisang

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊ายยยย..เข้ามาแอดจ๊าน้องสาว..
นิยายน่าอ่านมากรุย..
เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจะเข้ามาอ่านน๊า
(ตอนนี้แอบเล่นในเวลางาน อิอิ..เสียวหลังวู๊บๆ)

#1 By Yasu" on 2009-01-26 10:07

วู้ว เคย์จุงพลิกตำนานบล็อคมาแล้ว>3<
(มันมาทั้งบอร์ดกันจริงๆ)

แอดเนียนไปแล้วนะเคอะ
ปล. อายแบ็คกราวด์ง่ะ-////-

#2 By Becassine on 2009-01-26 13:22

ฮิ้ว~ ล่อเหยื่อเพื่อนสนิทมาได้สองคน เคย์สมัครไว้นานแล้ว แต่เพิ่งเห็นว่ามันเล่นยังไงก็เมื่อวานนี้เองแหละจ้า ก็เลยลองเล่นปรับๆ แต่งๆ ทำเจ๊งไปก็หลายรอบ แต่สุดท้ายก็ออกมาแบบนี้ อิอิ

รอคอมเม้นต์จากพี่ยาสุนะคะ เบจังว่างๆ ก็มาอ่านด้วย เพราะถ้านิยายเรื่องนี้ผ่านจะให้ทำปก ลงสีไม่เก่งไม่เป็นไร หาคนลงสีแทนได้อยู่แล้ว คิกๆ - -+

#3 By keiseisang on 2009-01-26 13:30

ง๊า~ หนุกอ่ะหนุก..ขนาดแค่บทนำนะเนี่ย..เกือบไหลแน่ะน้ำตา..

"องค์กษัตริย์ทรงแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววชิงชังที่ฉายวูบบนใบหน้าของนารินย่า ในวินาทีที่ทรงตรัสนาม ‘มันนอส’ พระสวามีของนารินเซีย แต่พระองค์กลับทรงยิ้มให้แก่พระราชบุตรีองค์โตด้วยความรัก จนหญิงสาวไม่อาจทำใจทะนงกลั้นน้ำตาของตนได้อีกต่อไป มันหยดลงมาเป็นสายพร้อมกับร่างที่โผมาหาของน้องสาว "

นี่แหละ ท่อนนี้แหละ..
แต่ยังไม่ไหล..พอดีเรียกสติกลับคืนมาได้ก่อน 555
พี่เป็นคนเซ็นซิทีฟกะเรื่องครอบครัวมั๊กๆ T_T

น่าติดตามอ่ะ..แต่ว่าเห็นมีคำผิดอยู่หลายจุดเหมือนกันน๊า..แล้วก็มีบางประโยค คำหายไปเลยก็มีอ่ะ..แต่พี่ไม่ได้จดเอาไว้ แฮะๆๆ ลองสกรีนดูอีกทีละกันเนอะ..

เก่งมาก..ขอตัวไปอ่านบทที่ 1 ต่อก่อนละกัน.. ^__^ (อยากเจอพระเอกเร็ว1 )

#4 By Yasu" on 2009-01-26 17:29

อ๊าย~ ขอบคุณพี่ยาสุมากๆ ค่ะที่แวะเวียนมาอ่านนิยายของเคย์ พอดีอันนี้อัพแบบยังไม่ได้ตรวจทานใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ ถ้ายังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ แฮะๆ

พอดีเคย์เป็นคนค่อนข้างถนัดเขียนเรื่องความสัมพันธ์แบบร้าวฉานในครอบครัวน่ะค่ะ แล้วก็บางตัวละครก็เหมือนจะสะท้อนนิสัยของตัวเองออกมาด้วย ดังนั้นความรู้สึกอะไรบางอย่างก็เลยค่อนข้างจะละเอียดและมาจากใจจริงของเจ้าเคย์เล็กน้อย

#5 By keiseisang on 2009-01-26 18:43